คุณภาพและการทำงานสื่อวิทยุ


มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษาได้จัดให้มีโครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กรและนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้ในการทำงานให้มีคุณมากขึ้น ที่สำคัญ โครงการนี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพนักงานในองค์กรและกรรมการที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ ที่หมุนเวียนกันมาให้ความรู้ แลกเปลี่ยน พูดคุยกับบุคลากรในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ

วันที่ 9 มีนาคม 2554 ที่ห้องประชุม มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา โครงการพัฒนาบุคลากร มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา ได้รับเกียรติจากอาจารย์ธีรารัตน์ พันทวี ในฐานะกรรมการวิชาการของโครงการเสริมสร้างสื่อมวลชนศึกษาเพื่อสุขภาวะ ภายใต้มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา ที่เข้ามาทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนพูดคุยและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ในประเด็นความหมาย ความสำคัญและองค์ประกอบของสื่อมวลชนในมุมมองต่างๆ กล่าวคือ สื่อมวลชนเป็นสื่อที่เข้าถึงคนจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก โดยไม่จำกัดเพศ อายุ อาชีพ การศึกษา ภูมิลำเนาและความรู้ความสามารถ โดยสื่อที่จัดอยู่ในประเภทสื่อมวลชนประกอบไปด้วย วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และSocial Media ซึ่งสื่อมวลชนเหล่านี้ถือเป็นสื่อประเภทหลักที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการสื่อสารในสังคม
    
สื่อมวลชนนอกจากจะทำหน้าที่เป็นช่องทางการสื่อสารในสังคมแล้ว ที่สำคัญควรมีมาตรฐานด้านคุณภาพ เพื่อให้เป็นสื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลในการสื่อสาร โดยอาจารย์ธีรารัตน์ได้กล่าวถึงการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรฐานคุณภาพของสื่อ ซึ่งเป็นที่มาของวิทยานิพนธ์เรื่อง “การสร้างมาตรฐานสถานีวิทยุกระจายเสียงไทย”  โดยอ้างถึงยุคที่มีการขอ ISO ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มของบริษัทที่ต้องการการยอมรับในเรื่องมาตรฐานคุณภาพขององค์กรและผลิตภัณฑ์ จึงมีการตั้งคำถามว่า “เพราะเหตุใดในวงการของสื่อจึงไม่มีมาตรฐานการวัดคุณภาพที่เป็นหลักสากล?”
    
ทั้งนี้อาจารย์ได้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง Hot Media และ Cool Media โดยยกตัวอย่างสื่อวิทยุที่เป็นประเภท Hot Media ซึ่งเป็นสื่อที่มีลักษณะกระตุ้นให้คนฟังเกิดจินตนาการร่วม มีการฟังและเปิดรับข้อมูลจากสื่อประเภทนี้อย่างตั้งใจ ส่วนสื่อประเภท Cool Media เช่น สื่อโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อที่มีทั้งภาพและเสียงทำให้ผู้ชมไม่ต้องคิดตามหรือตั้งใจฟังทุกถ้อยกระบวนความ

จากงานวิทยานิพนธ์เรื่อง การสร้างมาตรฐานสถานีวิทยุกระจายเสียงไทย อาจารย์ได้ใช้ทฤษฎีระบบ(System Theory) ในการศึกษาคุณภาพของสื่อวิทยุกระจายเสียง โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

1.    Input คือ ศึกษาเนื้อหารูปแบบรายการ โดยนำหลัก 4M 1I มาใช้ประกอบการพิจารณา
4M ประกอบด้วย
1.     Manage : กลไกการบริหาร
2.    Money : เงินทุน
3.    Man : คุณภาพของบุคลากร
4.    Material : วัสดุอุปกรณ์
1I ประกอบด้วย
Information : การสื่อสารข้อมูลภายในองค์กร

2.    Process คือ กระบวนการในการผลิต 3 ขั้นตอน ได้แก่
2.1 Pre-Production คือ กระบวนการก่อนการผลิตรายการ เช่น การเตรียมสคริปต์ การเตรียมความพร้อมของนักจัดรายการและทีมงาน  
2.2 Production คือ กระบวนการผลิตรายการ เช่น การจัดรายการออกอากาศ
2.3 Post-Production คือ กระบวนการหลังการผลิต เช่น การตัดต่อ การใส่เสียงประกอบเพิ่มเติม
     
โดยต้องดูทั้ง 3 ส่วนนี้ประกอบกัน เพื่อวัดคุณภาพของรายการ

3.    Out Put คือ รายการที่ผลิตเสร็จออกมาแล้ว ซึ่งในส่วนนี้จะต้องดู Out Come คือ ผลที่ได้รับ(Feed Back) ความสำเร็จ ความก้าวหน้า ความเจริญเติบโตของรายการ

นอกจากนี้อาจารย์ได้กล่าวถึงรูปแบบของรายการวิทยุ ซึ่งมี 4 ลักษณะ คือ
1.    News Station : รายการวิทยุที่เน้นในการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร
2.    Music : รายการวิทยุที่เน้นในการนำเสนอเพลง
3.    Public : รายการวิทยุเพื่อประโยชน์สาธารณะ
4.    Hybrid : รายการวิทยุที่ไม่เน้นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตายตัว แต่นำรูปแบบทั้ง 3 ส่วนข้างต้นมารวมเข้าด้วยกัน

ส่วนตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อกรอบโครงสร้างของสถานีวิทยุ ประกอบด้วย
-    จริยธรรมในตัวบุคคล
-    นโยบายการตลาด
-    อำนาจรัฐ นโยบายรัฐ
-    อำนาจการเมือง

บทบาทสื่อจะดำเนินไปตามคุณค่าของข่าว(News value) ดังนี้
1.    คนเด่น : Prominence
2.    ความขัดแย้ง : Conflict
3.    ภัยพิบัติ : Effect
4.    ความใกล้ชิด : Intimate
5.    ความแปลก : Oddity
6.    เรื่องจริง : Factual
7.    มีเงื่อนงำ : Suspection
8.    เหมาะกับกาลเวลา : Seasoning

จากการฟังและแลกเปลี่ยนความรู้กับอาจารย์ธีรารัตน์ในครั้งนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ในส่วนต่างๆของมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษาได้รับความรู้ในเรื่องคุณภาพและการทำงานในรูปแบบของสื่อวิทยุ ที่มีความสำคัญในฐานะสื่อมวลชนและส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก เป็น Hot Media ที่จำเป็นต้องใช้เนื้อหาที่มีความชัดเจน เข้าใจง่าย ผู้ฟังสามารถจินตนาการได้ตรงตามวัตถุประสงค์อย่างถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน โดยปัจจัยสำคัญของสื่อประเภทนี้คือ นักจัดรายการ ที่ต้องมีความชัดเจนในด้านเนื้อหา มีความน่าเชื่อถือและมีความสามารถในการจูงใจให้คนฟังคล้อยตามได้ โดยความรู้ที่ได้ในครั้งนี้ทำให้มีความเข้าใจในธรรมชาติของสื่อวิทยุกระจายเสียง บริบทและส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาประกอบใช้ในการทำงานวิจัยได้อย่างดีเยี่ยม

สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติม
1.    การนำเสนอเนื้อหาของสื่อไม่ว่าจะรูปแบบใด ผู้นำเสนอจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่นำเสนอไป ไม่ว่าจะเป็นภาพความรุนแรง การฆาตรกรรม คดีข่มขืน เนื้อหาที่สร้างความเสียหายต่อแหล่งข่าว หรือต่อสังคม โดยเฉพาะนักจัดรายการวิทยุที่ตัวดำเนินรายการมีบทบาทสำคัญมากต่อผู้ฟัง(จริยธรรมสื่อ)
2.    การรับสื่อของผู้บริโภคควรรับสื่อหลากหลาย ไม่ควรรับสื่อเพียงสื่อเดียว เพราะการนำเสนอข่าว ข้อมูล ข้อเท็จจริงของสื่อทุกวันนี้เลือกที่จะนำเสนอ เสนอความจริงไม่หมด เช่น ข่าวการชุมนุมที่นำเสนอเรื่องการอ้างสิทธิการชุมชุมตามกฎหมายที่สามารถทำได้ แต่ขาดการนำเสนอต่อวรรคสองของกฎหมายที่กล่าวว่า การชุมนุมต้องไม่กระทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นต้น


ทีมงานมีเดียมอนิเตอร์
 


blog comments powered by Disqus