กสทช.ชงโรดแมพ“ทีวีดิจิทัล” เปิดประมูลไลเซ่น5ประเภท


กสทช. เปิดโรดแมพ “ทีวี ดิจิทัล” กำหนดประมูลไลเซ่น 5 ประเภท คาดปีนี้เปิดประมูลใบอนุญาตโครงข่าย และเน็ตเวิร์ค ต้นปี 56 แจกต่อ 3 ประเภท

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า หลังจาก กสทช.แต่งตั้งอนุกรรมการจัดทำแผนการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบการส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล ซึ่งจะมีการประชุมครั้งแรกในวันที่ 16 ก.พ.นี้ พร้อมประกาศโรดแมพ การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมวิทยุโทรทัศน์ไทยไปสู่ระบบดิจิทัล ให้สอดคล้องกับร่างแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ ในยุทธศาสตร์การเปลี่ยนไปสู่ระบบการส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล ที่กำหนดให้เริ่มต้นการรับส่งสัญญาณดิจิทัลภายใน 4 ปี

กสทช.จะทดลองระบบทีวี ดิจิทัลในปีนี้ โดยไม่ต้องรอเรียกคืนคลื่นความถี่ทีวี อนาล็อก ฟรีทีวี 6 ช่อง ที่ยังไม่สิ้นสุดสัมปทาน โดยจะนำคลื่นความถี่ทีวี อนาล็อก ยูเอชเอฟ ปัจจุบันซึ่งยังไม่มีการใช้งาน ที่ได้มีการเว้นช่องความถี่ไว้ เช่น ช่อง 2, 4, 6 และช่อง 8 มาทำเป็นทีวี ดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณออกอากาศ ทั้งทีวี อนาล็อก (Analog Switch Off : ASO) และระบบทีวี ดิจิทัล (Digital Switch On : DSO) ไปพร้อมกัน  

“แนวทางการเปลี่ยนระบบส่งสัญญาณโทรทัศน์จากอนาล็อก เป็นดิจิทัล ในประเทศอื่นๆ  จะต้องหยุดการออกอากาศระบบอนาล็อกก่อน แต่ในประเทศไทย สามารถออกอากาศได้ทั้งสองระบบพร้อมกันเพราะยังมีคลื่นความถี่ทีวี ยูเอชเอฟ ที่ไม่ได้ใช้งานเหลืออยู่ พร้อมจัดสรรเป็น ทีวี ดิจิทัล ได้ทันที” พ.อ.นที กล่าว

ทั้งนี้ แนวทางการประมูลใบอนุญาตทีวี ดิจิทัล จะแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ประกอบด้วย 1.ใบอนุญาตโครงข่าย (Infrastructure Provider)  เป็นการลงทุนโครงข่ายระบบส่งสัญญาณทั่วประเทศ ซึ่งจะมีเพียง 1-2 รายเท่านั้น 2.ใบอนุญาตเครือข่าย (Network Provider) เป็นการส่งสัญญาณช่องรายการในแต่ละเครือข่ายๆ ละ 30-40 ช่อง  ไปยังครัวเรือนในประเทศไทย ใบอนุญาตประเภทนี้จะมี 2-3 ราย  คาดว่าใบอนุญาตทั้ง 2 ประเภท จะเปิดประมูลในปีนี้

3.ใบอนุญาตคลื่นความถี่ (Frequency)  ซึ่งเปรียบเสมือน ผู้ได้รับใบอนุญาต MVNO ในกิจการโทรคมนาคม 4.ใบอนุญาตช่องรายการ (Channel Content) โดยใบอนุญาตคลื่นความถี่ และช่องรายการ ผู้ประกอบการจะต้องประมูลทั้ง 2 ประเภทนี้พร้อมกัน เนื่องจาก พ.ร.บ.การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ปี 2551 กำหนดให้เจ้าของคลื่นความถี่จะต้องเป็นผู้ผลิตรายการเอง  และ 5.ใบอนุญาตบริการบนโครงข่าย (Application) การให้บริการรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟ ประเภทต่างๆ  คาดว่าการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่และช่องรายการจะเริ่มในต้นปี 2556  พร้อมทั้งจะเริ่มประมูลวิทยุดิจิทัล ในปีหน้าด้วยเช่นกัน

ปีนี้เปิดประมูล 50 ช่อง
พ.อ.นที กล่าวอีกว่า คลื่นความถี่ ทีวี อนาล็อก 1 คลื่น ใช้ความถี่ประมาณ 8 เมกะเฮิรตซ์  สามารถจัดทำเป็นช่องทีวี ดิจิทัล ได้ประมาณ 5-20 ช่อง แบ่งเป็น ช่อง HD 4-5 ช่อง และช่องทีวี ดิจิทัล สแตนดาร์ด (ภาคพื้นดิน) 15-20 ช่อง ทั้งนี้ การประมูลใบอนุญาตล็อตแรกของทีวี ดิจิทัล จากคลื่นความถี่ทีวี อนาล็อกเดิมที่ยังไม่มีการใช้งาน คาดว่าจะมีจำนวน 50 ช่อง หลังจากสิ้นอายุสัมปทานฟรีทีวีปัจจุบัน สามารถนำคลื่นความถี่ดังกล่าวมาจัดสรรเป็น ทีวี ดิจิทัล ได้อีกราว 50 ช่อง ดังนั้นรวมทั้งหมดน่าจะมี ทีวี ดิจิทัล ในประเทศไทยได้ประมาณ 100 ช่อง

สำหรับรูปแบบการประมูลใบอนุญาตช่องรายการ จะแยกประเภทเป็นช่องทีวีสาธารณะ  ชุมชนประมาณ 10 ช่อง หรือ 20% ตามกฎหมาย  ที่เหลือเป็นช่อง เด็ก สารคดี  บันเทิง วาไรตี้ โดยช่องรายการประเภทสารประโยชน์ จะกำหนดราคาประมูลใบอนุญาตต่ำกว่าช่องบันเทิง   ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจฟรีทีวี ปัจจุบันทุกราย สามารถเข้าร่วมประมูลใบอนุญาตทีวี ดิจิทัล ได้เช่นกัน

ด้านการเปลี่ยนแปลงเครื่องรับทีวีของครัวเรือนไทยกว่า 20 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ  รัฐบาลและ กสทช. จะต้องสนับสนุนการ ติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณ (Set Top Box) ในครัวเรือนที่ไม่มีกำลังซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว  ปัจจุบันราคากล่องละ 1,500-2,000 บาท  แต่คาดว่าในช่วงที่กำหนดการยกเลิก ทีวี อนาล็อก คือ ก่อนจะสิ้นอายุสัมปทานฟรีทีวีที่เหลือเวลาอีก 10 ปี  ซึ่งแนวทางการสนับสนุนเซต ท็อป บ็อกซ์ น่าจะอยู่ในช่วง 2-3 ปี สุดท้ายก่อนสิ้นสัมปทาน คาดว่าเมื่อถึงช่วงนั้นราคาอุปกรณ์น่าจะอยู่ที่กล่องละ 300-500 บาท  โดย  กสทช. สามารถใช้เงินจาก กองทุนวัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เข้ามาสนับสนุนได้

ชี้จุดเด่นทีวี ดิจิทัลลงทุนต่ำ
พ.อ.นที กล่าวอีกว่า ทีวี ดิจิทัล ภาคพื้นดิน จะมีรูปแบบเดียวกับฟรีทีวี ในปัจจุบัน  ที่ออกอากาศครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะที่การลงทุนขอใบอนุญาตและผลิตช่องรายการจะต่ำกว่าการลงทุนฟรีทีวี อนาล็อก เพราะไม่ต้องลงทุนด้านโครงข่าย และเครือข่าย การส่งสัญญาณ  โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนช่องรายการ สามารถเช่าใช้โครงข่ายและเน็ตเวิร์คจากผู้ที่ได้รับใบอนุญาตได้ทันที เพราะเป็นเงื่อนไขที่ กสทช. จะกำหนดไว้ให้ผู้ลงทุนโครงข่ายและเน็ตเวิร์ค ต้องเปิดให้บริการกับผู้ที่ได้รับไลเซ่นช่องรายการทุกราย

นอกจากนี้รูปแบบ ทีวี ดิจิทัล ที่ผลิตคอนเทนท์ เฉพาะกลุ่ม จะมีต้นทุนการผลิตรายการต่ำกว่าฟรีทีวี ในปัจจุบัน ที่ต้องใช้เงินลงทุนด้านผลิตรายการและซื้อลิขสิทธิ์ต่างๆ ปีละ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ทีวีดิจิทัล น่าจะมีต้นทุนการผลิจปีละ 50-100 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ"ทีวีดาวเทียม"

นอกจากนี้ทีวีดิจิทัล สามารถรับชมผ่านรูปแบบ "มัลติ แพลตฟอร์ม" ทั้งจากจอทีวี, โมบาย ทีวี และสมาร์ทดีไวซ์ ต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ต่างจากการรับชมช่องทีวีต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น ในปัจจุบันที่ต้องมีค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตเพิ่มเข้ามา ซึ่งจะทำให้มีฐานผู้ชมเพิ่มนอกจากจอทีวีแล้ว จะขยายสู่โทรศัพท์มือถือ และสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ที่มีจำนวนรวมกันราว 80 ล้านเครื่องรับในปัจจุบัน

"เรากำลังจะเปลี่ยนคลื่นความถี่ทีวี อนาล็อกที่เปรียบเสมือนบ้านเดี่ยว ผู้ประกอบการรายเดียว ลงทุนโครงสร้างทุกอย่างเอง ให้เป็น ทีวี ดิจิทัล ที่เปรียบได้กับการอยู่คอนโดที่มีพื้นที่จำนวนมากให้ผู้ประกอบการได้มาเช่าพื้นที่ประกอบกิจการ" พ.อ.นที กล่าว

“ช่อง 3” ขานรับร่วมทดสอบ มิ.ย.นี้
นายประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการผู้จัดการ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เปิดเผยว่า นโยบาย กสทช. ที่จะเชิญผู้ประกอบการฟรีทีวี เข้าร่วมทดลองการส่งสัญญาณ ทีวี ดิจิทัลในเดือน มิ.ย.นี้ ทางช่อง 3 มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมทดลองออกสัญญาณดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมขององค์กรก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงระบบทีวี ดิจิทัล และใช้เป็นแนวทางในการวางโรดแมพการดำเนินธุรกิจของช่อง 3 ต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าการลงทุนด้านโครงข่ายส่งสัญญาณในเฟสแรก สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตโครงข่าย น่าจะใช้เงินประมาณ 3,000 ล้านบาท ขณะที่ช่อง 3 จะต้องเตรียมงบประมาณในการลงทุนเป็นจำนวนมากเช่นกัน เพื่อเปลี่ยนเครื่องมือและอุปกรณ์การผลิตรายการรองรับระบบดิจิทัล

“ผมรอความคืบหน้าของทีวี ดิจิทัลมานานแล้ว และพร้อมที่จะพัฒนาให้ทัดเทียมนานาประเทศ และคิดว่า ทีวี ดิจิทัล ของประเทศไทยจะพัฒนาได้ดีกว่า เพราะเทคโนโลยีจะทำให้ต้นทุนมีราคาถูกลง” นายประวิทย์ กล่าว

ด้านนายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 กล่าวว่า ขณะนี้ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทีวีพูล) ได้มีการหารือกับผู้ประกอบการฟรีทีวีต่างๆ เพื่อเตรียมกระบวนการเปลี่ยนระบบส่งสัญญาณ รองรับระบบทีวี ดิจิทัลในอนาคต โดยจะหารือร่วมกับภาครัฐและ กสทช.ว่าจะใช้ระบบดิจิทัลประเภทใดสำหรับประเทศไทย  

สำหรับช่อง 3  สนใจจะร่วมประมูลทีวี ดิจิทัล  หาก กสทช. กำหนดหลักเกณฑ์และเริ่มการประมูลในปีนี้   โดยมีความพร้อมทั้งในในแง่เงินทุนและคอนเทนท์ ที่เพียงพอจะขยายช่องดังกล่าว และถึงแม้จะมีช่องทีวี ดิจิทัลมากขึ้นเป็น 100 ช่องในอนาคต แต่สิ่งสำคัญของการเป็นผู้ผลิตสื่อคือ คอนเทนท์ที่ดี จะเป็นตัวตัดสินความอยู่รอดของธุรกิจนี้

“ปีนี้จะเห็นพัฒนาการหลายอย่างของวงการโทรทัศน์ไทย หลังจากหยุดนิ่งมาหลายปี  ซึ่งไม่เพียงการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรหรือประเทศเท่านั้น แต่จะรวมถึงอาเซียนทั้งหมดด้วย” นายสุรินทร์ กล่าว

“อาร์เอส” รอเคาะหลักเกณฑ์ทีวีดิจิทัล
ขณะที่นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า ต้องรอดูความชัดเจนด้านโรดแมพ ทีวี ดิจิทัล ของ กสทช. ก่อนว่าจะมีหลักเกณฑ์อย่างไร เพราะในมุมของคอนเทนท์โปรวายเดอร์ จะต้องพิจารณาด้านต้นทุนในการประมูลก่อนว่า จะมีต้นทุนด้านไลเซ่นเท่าไร และสูงกว่าทีวีดาวเทียมหรือไม่ ทั้งนี้ ยังมีปัญหาเรื่องโทรทัศน์ในครัวเรือนไทยที่สามารถรองรับระบบดิจิทัลมีมากเท่าไร รัฐจะกำหนดกฎเกณฑ์การช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถรับสัญญาณระบบดิจิทัลอย่างไร

นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาด้านจำนวนผู้ชม ทีวี ดิจิทัลว่ามีจำนวนมากพอ ที่จะลงทุนหรือไม่ และการเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลจะใช้รูปแบบประเทศใด ตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นกว่าจะเปลี่ยนระบบสู่ดิจิทัล ใช้เวลาวางรากฐานกว่า 10 ปี  อีกทั้งเมื่อมีการเปลี่ยนสู่ระบบดังกล่าวแล้ว กสทช. จะจัดการอย่างไรกับทีวีดาวเทียม ซึ่งขณะนี้มีการติดตั้งกล่องรับสัญญาณดาวเทียมแล้ว 50-60% ของครัวเรือนไทย

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555


blog comments powered by Disqus

ความคิดเห็น

ผู้ใข้งานขณะนี้

We have 15 guests online