การเมืองเรื่องหนังไทย: ห้ามฉาย ห้ามพูด ยังไม่รุนแรงเท่า "มายาคติ" ที่กดทับ "คนสร้างผลงาน" อยู่

 

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ได้มีการจัดเสวนาเรื่อง "การเมืองเรื่องหนังไทย" ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนาอาทิ ศาสวัต บุญศรี อาจารย์ประจำคณะ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร, ชญานิน เตียงพิทยากร นักวิจารณ์ภาพยนตร์และคอลัมนิสต์ จากนิตยสารสตาร์พิคส์ ดำเนินการเสวนาโดย สุภาพ หริมเทพาธิป ผู้อำนวยการสร้างหนังแห่งค่าย "ออกไปเดิน" และอดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารไบโอสโคป ณ อนุสรณ์ 14 ตุลา

โดยการเสวนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ "กลับสู่แสงสว่าง" ซึ่งเป็นกิจกรรมรณรงค์ เสวนา และจัดแสดงนิทรรศการศิลปะเพื่อสนับสนุนแนวทางคณะนิติราษฎร์และการแก้ไขมาตรา 112

"ภาพยนตร์ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง ผู้กำกับได้ใส่ทัศนะของตัวเองลงไป หนังทั้งโลกไม่ได้มี แต่หนังที่ทำเพื่อความบันเทิง มันมีหนังที่ต้องการจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับสังคม เกี่ยวกับการเมือง เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ ทำไมเราสามารถเล่าเรื่องการเมืองใน หนังสือพิมพ์ได้ แต่เราไม่สามารถเล่าเรื่องการเมืองในหนังได้...

เพียงเพราะว่ามันไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญอย่างนั้นหรือ ครับ"

ศาสวัต บุญศรี อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากรกล่าวถึง "การเมือง" ในภาพยนตร์ไทยไว้อย่างน่าสนใจ

"มีการถกเถียงกันมากในเรื่องเกี่ยวกับ free speech หรือสิทธิในการพูด การแสดงความคิดเห็น ว่าภาพยนตร์นั้นรวมอยู่ใน free speech ด้วยหรือเปล่า"

"ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าภาพยนตร์เป็นหนึ่งใน free speech อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า ′หนังเนี่ยนะ หนังที่ดูเพื่อความสนุกสนานเนี่ยนะ มันเกี่ยวอะไรกับการแสดงความคิดเห็นด้วยหรือ มันเกี่ยวกับ free speech ด้วยหรือ′

ศาสวัตกล่าวว่า ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา free speech จัดเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องมี ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทุกอย่างได้

 "คือไม่ว่าเราจะคิดอะไรจะพูดอะไรไป ไม่ว่าจะผ่าน ′ช่องทาง′ ไหนก็ตาม ล้วนเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยเสรีภาพทั้งนั้น ขณะที่บ้านเรา มีหลายคนออกมาบอกว่า ภาพยนตร์ไม่ได้ถูกระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญในหัวข้อว่าด้วยการแสดงความคิดเห็นโดยเสรีภาพ เพราะฉะนั้น การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์จึงเป็นเรื่องที่พึงทำได้"

ทั้งนี้ แม้ว่ากฏหมายเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในบ้านเรายังคงเป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้สร้างภาพยนตร์อยู่ แต่การมีช่องทางใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางอินเตอร์เน็ต หรือนิวมีเดียต่างๆ ซึ่งเอื้อให้ผู้สร้างหนังสามารถนำเสนอหนังของตนไปสู่ผู้ชมได้โดยไม่ต้องผ่าน "ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรม" รวมถึงการมีเครื่องมือใหม่ๆที่ทำให้ผู้กำกับหน้าใหม่สามารถสร้างหนังโดยใช้ทุนต่ำได้ ส่งผลให้ สุภาพ หริมเทพาธิป ผู้ดำเนินการเสวนาหันไปถามอาจารย์หนุ่มว่า เมื่อมีสิ่งต่างๆเหล่านี้แล้ว เราจะ "แอบ" พูดได้มากขึ้นหรือเปล่า?

"ตราบใดที่หนังไทยยังไม่สามารถเล่าเรื่องอย่าง 6 ตุลาหรือ 14 ตุลาได้อย่าง ตรงๆ  เราก็คงไม่ต้องหวังว่าหนังที่เกิดจากค่ายหนังจะสามารถพูดเรื่องอื่นๆได้อย่างตรงไปตรงมา" ศาสวัต กล่าว

"อย่าง 14 ตุลานี่แทบไม่มีหนังเรื่องไหนที่เล่าเรื่องนี้ได้อย่างตรงไปตรงมาเลย คืออาจมีหนังที่พูดถึง 14 ตุลาจริงๆก็คือหนังเรื่อง ′คู่กรรม 2′ ซึ่งคนเขียนเราก็รู้อยู่แล้วว่าคือคุณทมยันตี ซึ่งมีอุดมการณ์แบบขวา เพราะฉะนั้นภาพมุมมอง 14 ตุลาในสายตาผู้ประพันธ์ก็จะเป็นมุมมองแบบหนึ่ง

หรืออย่าง 6 ตุลา เอาเข้าจริงๆ มีหนังที่พูดถึง 6 ตุลาแบบชัดๆ ตรงๆ เพียงเรื่องเดียวก็คือ "อย่าลืมฉัน" ส่วน เหตุการณ์พฤษภาทมิฬนั้นไม่มีเลย"

"ผมขอบอกว่าเป็นไปได้ยาก" ศาสวัตกล่าวและว่า แต่สำหรับหนังสั้นนั้น ตนพบว่ามีคนทำหนังสั้นไม่น้อยที่พยายามจะเล่าเรื่องบางอย่างที่ ถูกกดไว้ และด้วยความที่มันเป็นหนังสั้น เมื่อเราไม่ฉายซะอย่างใครจะมาเซ็นเซอร์ไม่ได้

"อย่างหนังสั้นเรื่องหนึ่งของคุณธัญญ์วาริน  (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ′Insects in the Backyard′ ซึ่งถูกแบน) ก็มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับคนไทยบางส่วนที่ดูจะ "สบายดี" ถึงแม้ว่าจะอยู่ในกรงขังบางอย่าง หรือหนังของเด็กสมัยใหม่ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งแม้ว่าบางคนอาจจะยังไม่ได้แหลมคมอะไรมาก แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี"

"แต่ว่า สิทธิเสรีภาพที่จะพูดได้เต็มที่ในระดับ mainstream (กระแสหลัก) สำหรับผมแล้วนั้น ยังเป็นไปได้ยาก" ศาสวัตกล่าว

อย่างไรก็ตาม ศาสวัตแสดงความเชื่อมั่นว่า ตนเห็นว่าอินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางที่ดี ที่ "หากรัฐปิดกั้นหรือคนกลุ่มไหนก็ตามที่พยายามบีบไม่ให้เราแสดงความคิดเห็นอันเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยเนี่ย นิวมีเดียหรือสื่อใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญและจะทำให้ทุกอย่าง... ไม่เป็นไปอย่างที่คิด"


"ในส่วนคนผู้เสพหนังเองนั้น เรายังมีความหวังกับกลุ่มคนดูหนังได้มากน้อยเพียงไร?"

"ผมเป็นคนสอนหนัง พบว่าส่วนใหญ่ดูเพื่อความบันเทิง แต่ว่าเอาเข้าจริงแล้ว จากประสบการณ์ส่วนตัว จากเหตุการณ์พฤษภา ปี 53  มีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ตั้งคำถามต่อปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น และเมื่อมีการจุดประเด็นเกิดขึ้นในชั้นเรียน ก็พบว่ามีเด็กสนใจอยากรู้ไม่น้อย เด็กรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องการเมืองและหนังที่พูดถึงประเด็นการเมืองปริมาณเพิ่มขึ้น

"ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายอันดี เพียงแต่ว่าต้องมีการต่อยอดไปเรื่อยๆ ค่อยๆหยอดทีละนิด ใส่คำถามทีละหน่อย ของแบบนี้อาจต้องใช้เวลา จะพูดก็ได้ว่าเรายังเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้รำไร" ศาลวัตกล่าว

ทว่านอกจาก "การเมืองเรื่องหนังไทย" จะดำรงอยู่ในแง่ของตัวกฏหมายเซ็นเซอร์แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ "มายาคติ" ที่กดทับคนทำหนังอยู่...

ชญานิน เตียงพิทยากร นักวิจารณ์ภาพยนตร์และคอลัมนิสต์จากนิตยสารสตาร์พิคส์ กล่าวว่า นอกเหนือไปจาก "พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551" อันเป็นตัวกฏหมายแล้วนั้น การเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองของบรรดานักสร้างหนังหลายๆคนอาจเป็นด้วยเพราะ "มันมีอะไรบางอย่างกดอยู่ เมื่อคุณจะต้องแสดงออกอะไรบางอย่าง มันจะมีกรอบ อะไรบางอย่างมากำหนดว่าคุณแสดงออกในบางสิ่งบางอย่างไม่ได้"

"ถ้าเราไปดูประเทศที่เซ็นเซอร์แรงกว่าเรา อย่างจีน อิหร่าน ก็มี หนังการเมืองออกมาเยอะแยะ แล้วก็ไปฉายตามที่ต่างๆ เพราะฉะนั้นก็อ้างไม่ได้ว่า กฏหมายเซ็นเซอร์บ้านเราแรงจนทำให้ไม่สามารถผลิตงานออกมาได้ มันเกี่ยวกับตัวคุณ (ผู้สร้างสรรภาพยนตร์และงานศิลปะ) เองแล้วแหละ คุณถึงไม่สามารถผลิตงาน ที่พูดถึงเรื่องบางเรื่องออกมาได้ ไม่ว่ามันจะออกมาแล้วโดนแบนหรือต้องไปฉายนอกประเทศ เราไม่มีตัวงานออกมาตั้งแต่แรกเลยด้วยซ้ำ ถึงที่สุดแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องพูด เรากลับหยุดตัวเอง"

"บางที ไอ้ ′มายาคติ′ ที่มันปลูกฝังมามันหนักข้อกว่าข้อกฏหมายเองเสียอีก" สุภาพ หริมเทพาธิป ผู้ดำเนินการเสวนากล่าวสมทบพร้อมปิดท้ายการเสวนา
"บา

ที่มา : มติชนออนไลน์  วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555


blog comments powered by Disqus

ความคิดเห็น

ผู้ใข้งานขณะนี้

We have 9 guests online