เมื่อไทยอยากเป็นสังคมดิจิทัล
Written by nopparat Wednesday, 15 February 2012 14:10

โดย : พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล
คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "การเมืองเรื่องของ(สื่อ)สาธารณะ"
การเปิดประเด็นความปรารถนาของ กสทช. ในเรื่องของทิศทางการสร้างสังคมดิจิทัลผ่านสื่อมวลชนนับว่าเรียกเสียงฮือฮาและการขานรับจากหลากหลายภาคส่วน
โดยเฉพาะบรรดากลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการจะถ่ายโอนเทคโนโลยีจากระบบอนาล็อกไปสู่การเป็นระบบดิจิทัลที่ทันสมัย
จะว่าไปแล้วหลายๆ ประเทศก็ได้มีการกำหนดทิศทางการตอบรับของสื่อดิจิทัลกันมานานกว่าสิบปี ซึ่งก็มาเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสองสามที่ผ่านมานี้เอง ยกตัวอย่างเช่น ที่สหรัฐอเมริกาได้กำหนดเส้นตายการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัลทีวีอย่างเต็มรูปแบบเมื่อ มิถุนายน 2009 ในขณะที่ญี่ปุ่นในฐานะของหนึ่งในประเทศต้นแบบของผู้ผลิตเทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบดิจิทัลเองก็ได้วางนโยบายสร้างสังคมดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งก็ประกาศความสำเร็จอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมา ส่วนในฝั่งของประเทศอังกฤษก็ได้กำหนดเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านอย่างสมบูรณ์แบบไว้ในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้
การเปลี่ยนผ่านจากสังคมอนาล็อกไปสู่สังคมดิจิทัลนับว่าเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่คณะกรรมการกำกับดูแลสื่อ รวมถึงรัฐบาลในหลายๆ ประเทศขานรับ เนื่องด้วยทางเลือกของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มาทดแทนระบบอนาล็อกนี้มีข้อดีที่ได้เปรียบระบบเดิมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรวดเร็วในการส่งและรับข้อมูล การบีบอัดและถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในชั่วพริบตา การขยายจำนวนช่องทางการสื่อสารที่เพิ่มขึ้น พร้อมด้วยภาพและเสียงที่คมชัดกว่า รวมถึงความสามารถในการตอบโต้และระบบการรับเนื้อหาแบบออนดีมานด์ (On-demand) ซึ่งด้วยคุณประโยชน์เหล่านี้น่าจะสร้างสวรรค์ในการรับชมรับฟังสื่อให้กับกลุ่มผู้บริโภคไม่มากก็น้อย
เริ่มแรกที่นโยบายนี้ออกมา มักจะได้รับการขานรับอย่างดีจากบรรดาผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีความพร้อมทั้งในแง่ของทุนและกำลังคนในการขับเคลื่อนองค์กรของตนไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะไม่เพียงเทคโนโลยีดังกล่าวจะดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดแล้ว การเขยิบอุตสาหกรรมให้ก้าวผ่านไปใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นย่อมหมายรวมถึงการอัดฉีดการเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการสื่อสารทั้งองคาพยพให้ขยายตัวด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ อีกด้วย
ดังนั้นหากวิเคราะห์กันถึง ประเทศญี่ปุ่นซึ่งนับเป็นประเทศที่มีโมเดลเศรษฐกิจแบบ developmental state ออกแนวชาตินิยม ในรูปแบบที่มองว่าประชาชนคือส่วนหนึ่งของบรรษัท และบรรษัทเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ในอันที่จะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นการที่รัฐบาลของเขาออกนโยบายการโยนเทคโนโลยีอนาล็อกทิ้งไป เพื่อรับปรากฏการณ์ใหม่ของเทคโนโลยีดิจิทัลนั้นเองก็นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ต้องการให้สังคม ทั้งผู้ประกอบการและประชาชน (ในฐานะพนักงานของบรรษัทผู้ประกอบการเหล่านั้น) ได้ขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน การต่อต้านนโยบายการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่จึงไม่ได้มีมากมายนัก
ในทางกลับกัน บางสังคมที่ประกอบไปด้วยความเห็นที่หลากหลายและการถกเถียงของสิทธิพลเมือง ซึ่งถ่วงดุลนโยบายของรัฐบาลอย่างเท่าเทียมกันแบบสังคมอังกฤษเอง กลับต้องเผชิญกับคำถามของสิทธิของประชาชน ที่ถูกลิดรอนอันเนื่องมาจากนโยบายการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนคือผู้แบกรับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีนั้นด้วยตัวเอง อันนำมาซึ่งการตั้งคำถามเกี่ยวกับช่องว่างของการเข้าถึงเทคโนโลยี (Digital divide) ของผู้คนอันจะเกิดจากการขับเคลื่อนของรัฐบาล เนื่องด้วยสมัยนั้นการจะเข้าถึงสื่อดิจิทัลได้ ผู้บริโภคต้องออกเงินซื้อกล่องรับสัญญาณดิจิทัล (Set-top-box) หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนเครื่องรับโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัล ซึ่งก็มีราคาไม่ถูกเลย ณ เวลานั้น ทำให้มีประชาชนหลายกลุ่มค่อนข้างจะงอแงที่จะเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัล
ทั้งนี้แน่นอนว่า ด้วยความเป็นสังคมประชาธิปไตยต้นแบบของอังกฤษที่ได้บรรจุ เรื่องการให้บริการเทคโนโลยีแบบเข้าถึงทุกที่ (Universal access) และเรื่องความมั่นคงของพลเมือง (Security) เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายการสื่อสารมวลชนของชาติแล้ว รัฐบาลของเขาได้พยายามตอบสนองเสียงเรียกร้องดังกล่าวในทันที เพื่อมิให้คนกลุ่มใดในสังคมเขาต้องถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง จนกลายเป็นพวกเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีดิจิทัลแน่นอน ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลของเขาได้ดำเนินการคือ การแบ่งกลุ่มประชาชนคนของเขาออกเป็นกลุ่มๆ โดยหยิบยืมเครื่องมือทางการตลาดแบบ market segment เพื่อจัดกลุ่มคนที่ง่ายต่อการตอบรับเทคโนโลยี (ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวและกลุ่มที่มีกำลังซื้อ) แยกออกจากกลุ่มคนที่ยากต่อการตอบรับเทคโนโลยีใหม่ (ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุกับกลุ่มคนที่ไม่มีกำลังซื้อ) ทั้งนี้เพื่อให้กลไกตลาดได้มีโอกาสทำงานและขายเทคโนโลยีให้กับคนกลุ่มแรกตามธรรมชาติของมัน ในขณะเดียวกันก็จะได้เข้าไปช่วยเหลือและจัดสรรเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับคนกลุ่มหลังในรูปแบบของสินค้าสาธารณะ ที่อาจอยู่ ในรูปแบบของการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิทัล ไปจนถึงการอุดหนุนเพื่อสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับชุมชนให้เกิดขึ้นจริง
กลับมาดูประเทศไทย ที่กำลังขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีสื่อเข้าสู่โหมดดิจิทัลกันอย่างขยันขันแข็งนี้ เท่าที่ดูแผนแม่บทของ กสทช. พร้อมด้วยการเตรียมการรองรับการขับเคลื่อนไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว ก็พอจะเห็นเค้าลางของการปรับสู่สังคมดิจิทัลของไทยที่เป็นรูปธรรมขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีดิจิทัลเริ่มมีราคาถูกและสามารถง่ายต่อการเข้าถึงได้ในทางเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างของการเข้าถึงเทคโนโลยียังนับว่าเป็นประเด็นใหญ่ของสังคมบ้านเรา เนื่องด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่เป็นจะทำให้คนเข้าถึงหรือไม่เข้าถึงเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่ยังมีปัจจัยในแง่ศักยภาพของคน และ คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานประกอบกับเนื้อหาสื่อที่เป็นตัวแปรสำคัญในอันที่จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมดิจิทัลที่มีคุณภาพ เพื่อให้ชาวไทยคือคนที่ใช้เทคโนโลยีนี้อย่างคุ้มค่า มากกว่าจะถูกเทคโนโลยีใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ของคนบางกลุ่มที่มีอำนาจเท่านั้น
ทั้งนี้เพราะหากจะพูดถึงหลักการของโทรคมนาคมและการสื่อสารที่พาดพิงถึงเรื่อง “ความมั่นคง” นั้น ตามหลักสากลหาได้จำกัดอยู่เพียงคำนิยามความมั่นคงของชาติตามสไตล์ชาตินิยมดาดๆ แบบบ้านเราไม่ หากแต่ความมั่นคงในที่นี้ยังหมายความถึง ความมั่นคงของประชาชนในการไม่ถูกทิ้งขว้างอยู่เบื้องหลังแล้ว กลายเป็นผู้เสียเปรียบหรือผู้พ่ายแพ้ในสังคมสารสนเทศ อันเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี ด้วยเหตุของการวิ่งตามไม่ทันนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง
ที่มา :กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555
เนื้อหาล่าสุด
เอกสารล่าสุดสำหรับดาวน์โหลด
- แบบฟอร์มสมัครงาน
- Law 04_Public 2551
- Law 03_Medai 2543
- Law 02_Broadcast
- Law-Com 2550
- สื่อกับการรายงานข่าวโรคอุบัติใหม่: กรณีการระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
- รายการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในฟรีทีวี
- รายการโทรทัศน์เพื่อการอยู่รอดในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
- ความรุนแรงในละครไทย ปี 2551
- ฟรีทีวีกับการรายงานข่าวการชุมนุมทางการเมือง วันที่ 8-14 เมษายน 2552
ความคิดเห็น
ผู้ใข้งานขณะนี้
Tag Cloud
Powered by Easytagcloud v2.0




