ฝันให้ไกลไปกับ กสทช. ดิจิทัลทีวี 100 ช่อง+โทรศัพท์ 4 G
Written by nopparat Monday, 06 February 2012 14:59
เล่นเอาเคลิ้มไปเลย! เมื่อได้ยิน 2 ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
(กสทช.) แวะมาตั้งวงสนทนากับคณะบรรณาธิการทุกสื่อในเครือเนชั่น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
![]() |
| ภาพจากอินเทอร์เน็ต |
ภายในปีนี้ 2555 ประเทศไทยน่าจะได้เห็นการประมูลคลื่นโทรทัศน์ระบบดิจิทัล อย่างน้อย 50 ช่อง อาจจะเปิดได้ถึง 100 ช่อง และการประมูลระบบเครือข่ายโทรศัพท์ย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่สามารถใช้เทคโนโลยีทำได้มากกว่า 3G ใกล้จะไปถึง 4 G
บุคคลสำคัญ 2 คนของ กสทช. คือ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. คณะกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์กับ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. คณะกิจการโทรคมนาคม ที่เป็นสองคนหนุ่มที่มีพื้นเพเรียนจบโรงเรียนนายร้อย จปร.เหมือนกันและสองครอบครัวคุ้นเคยกันอย่างดี แต่ภาษาสนทนากับคณะกอง บก.เครือเนชั่นพร้อมอาหารเที่ยงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาแทบไม่มีกลิ่นอายนายทหารแห่งกองทัพไทยหลงเหลืออยู่เลย
ทั้งสองคนบอกว่าในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ จะเริ่มต้นกระบวนการประชาพิจารณ์ร่างแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ ร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และร่างแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม การประชาพิจารณ์เป็นกระบวนการสำคัญที่จะต้องหา "คำตอบในทุกคำถาม" จากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ได้ ถ้าคำถามไหนยังตอบหรืออธิบายไม่ได้แสดงว่าร่างแผนแม่บทในส่วนนั้นจะต้องถูกแก้ไข
เร็วที่สุดภายในเดือนมีนาคมนี้ คาดว่าร่างแผนแม่บท 3 ร่าง จะสิ้นสุดกระบวนการประชาพิจารณ์ หลังจากนั้น จะส่งให้คณะ กสทช. 11 คน พิจารณาอนุมัติอีกครั้ง
แล้วจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการหลังลงราชกิจจานุเบกษา ที่จะเป็นการปิดช่องโหว่ความไม่สมบูรณ์ในอำนาจการอนุมัติเดินหน้างานของ กสทช. ซึ่งเคยมีบทเรียนสำคัญศาลปกครองสั่งยุติการประมูลคลื่นความถี่ 2,100 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) เพื่อใช้ขยายเครือข่ายโทรศัพท์ 3 G ในยุคคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่มี "ดร.น้ำ" พ.อ.ดร.นที เป็นผู้ผลักดันจนใกล้จุดสำเร็จมากที่สุด
พ.อ.ดร.นที : ประมาณเดือนมิถุนายน จะมีการทดลองออกอากาศ Digital TV ก่อนแล้วน่าจะเปิดประมูลคลื่นความถี่สำหรับทำ Digital TV ได้ภายในสิ้นปีนี้ เริ่มจากประมาณ 50 ช่องเป็นอย่างน้อย และอาจจะเพิ่มอีก 50 ช่องเป็น 100 ช่อง
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ : ภายในไตรมาสสามปีนี้น่าจะเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อทำโทรศัพท์ 3 G โดยในวันจันทร์นี้จะเริ่มประชุมคณะทำงานพิจารณาหลักเกณฑ์ประมูลโทรศัพท์ 3 G
ฟังแล้วเคลิ้มมากครับ เมื่อได้ยินกระบวนการทำงานที่มีห้วงเวลากำหนดไว้อย่างหนักแน่นจากสองคนหนุ่มไฟแรง แข่งกันทำงานเพื่อผลักดันให้ "งานสำคัญ" ต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.สำเร็จโดยเร็วที่สุด
หลักเกณฑ์ประมูลโทรศัพท์ 3 G น่าจะเดินไปได้เร็วเพราะครั้งที่แล้ว พ.อ.ดร.นทีในฐานะ กทช.ได้จัดทำรายละเอียดการประมูลทุกขั้นตอนไว้แล้วน่าจะเหลือแค่ 2 ประเด็นใหญ่ คือ จำนวนเงินขั้นต่ำของใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ควรจะเป็นเท่าไร และระบบประมูลแบบ N-1 ยังจำเป็นจะต้องนำมาใช้หรือไม่ เพื่อให้เกิดการแข่งขันกัน
ระหว่างทางก่อนจะเกิดการประมูลคลื่น 2.1 เพื่อสร้างเครือข่ายโทรศัพท์ 3 G ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ 3 รายได้นำร่องแข่งกันลงทุนเพื่อปรับใช้สัมปทานย่านคลื่นความถี่เดิม 900, 1,800 เมกะเฮิรตซ์ ให้เป็น 3 G แบบว่าทำให้ใช้ประทังชีวิตไปก่อนทั้ง AIS TRUE และ DTAC ที่สภาพบริการยังกระท่อนกระแท่นเต็มที
แต่ก้าวหน้าไปกว่านั้น คือ ค่าย AIS ที่ได้รับอนุญาตเป็นระยะเวลาครั้งละ 90 วัน จาก กสทช.เปิดทดลองบริการ 4 G บนคลื่นความถี่ย่าน 2,300 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุดถึง 100 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) หรือเร็วกว่าเครือข่าย 3 G ถึง 7 เท่าตัว
จึงมีความเป็นไปได้ว่าการประมูลคลื่นความถี่ 2,100 เมกะเฮิรตซ์ เป็นเครือข่าย 3 G อาจจะก้าวกระโดดไปสู่ย่านความถี่ 2,300 เมกะเฮิรตซ์ ยกระดับไปเป็นเครือข่าย 4 G ไปเลย น่าจะดึงดูดให้ทุกค่ายทุ่มเงินประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือรอบนี้มากกว่าครั้งที่แล้วที่น่าจะเป็นการลงทุนครั้งเดียว เพื่อให้ประเทศไทยได้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดและดีที่สุด
ไหนๆ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G บ้านเราก็มาช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะประเทศลาวและกัมพูชาแล้ว ก็น่าจะก้าวกระโดดไปสู่เครือข่ายโทรศัพท์ 4 G ไปเลย เพื่อสร้างทางเลือกของผู้บริโภคในระดับเทพจำนวนหนึ่งที่มีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ในการใช้ความเร็วอินเทอร์เน็ตแบบสูงสุดระดับ 100 Mbps ที่สามารถโหลดภาพเคลื่อนไหวระดับ High Definition ได้ในด้วยความเร็วรอแค่ไม่กี่อึดใจ
กสทช.ยังอยากจะขอคืนคลื่นความถี่สูงที่มีมูลค่ามากในการนำมาใช้ประโยชน์อีกย่าน คือ MMDS ที่อยู่ในการครอบครองของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จำนวนมากถึง 9 ความถี่ และอีก 3 ความถี่ในมือของกรมประชาสัมพันธ์ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา "แลกเปลี่ยน" กับบางอย่างในส่วนของคลื่นวิทยุและโทรทัศน์
ถ้าโทรศัพท์เคลื่อนที่บ้านเราไปสู่ 3 G หรือ 4 G แล้วจะทำให้โทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นอุปกรณ์รับส่งข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งสามารถดูโทรทัศน์ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้นไม่เกิดอาการสะดุดมากนัก แต่ก็ยังไม่ดีพอเมื่อเทียบกับการดูโทรทัศน์บนมือจากโทรทัศน์ดิจิทัลที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดิน
พ.อ.ดร.นทีอธิบายว่าการใช้โทรศัพท์มือถือดูโทรทัศน์ที่เป็นคลื่นโทรคมนาคมเป็นระบบ 1 ต่อ 1 ที่มีการใช้แบนด์วิธที่มี "ค่าบริการ" จะไม่สะดวกและไม่จูงใจผู้ใช้บริการให้ทนใช้ได้นาน หากเทียบกับการใช้คลื่นความถี่ในแบบบรอดแคสต์ในระบบดิจิทัลทีวีที่ไม่กินแบนด์วิธ เพราะเป็นการส่งแบบบรอดแคสต์ออกไปสู่ผู้รับจำนวนไม่จำกัด
กระบวนการประมูลคลื่นความถี่ในย่าน 2,100 เพื่อโทรศัพท์ 3 G น่าจะเกิดไม่ยาก เมื่อเทียบกับการประมูลคลื่นความถี่เพื่อใช้ในกิจการดิจิทัลทีวีที่ยังมีขั้นตอนทางเทคนิคอีกมาก ท่ามกลางการดำรงอยู่มาก่อนของโทรทัศน์ดาวเทียม 200 ช่องและเคเบิลทีวีท้องถิ่น กว่า 400 สถานีที่ กสทช.ว่างเป้าหมายให้ตัวเองว่าจะต้องออกใบอนุญาตให้เสร็จสิ้นโดยเร็วอาจจะภายในปีนี้
เป้าหมายเริ่มต้นของ พ.อ.ดร.นทีภายในสิ้นปีนี้น่าจะประมูลคลื่นความถี่ที่มีอยู่แล้วที่ฟรีทีวี 6 ช่องเว้นย่านความถี่ยูเอชเอฟไว้ในช่อง 2,4,6 เพื่อใช้ทำ "ดิจิทัลทีวี" ได้เป็นอย่างน้อย 50 ช่องแยกเป็นช่องทีวีสาธารณะ-ชุมชนประมาณ 10 ช่องหรือ 20% ตามกฎหมาย ช่องทีวีธุรกิจ 30 ช่องและช่อง HD อีก 10 ช่อง โดยจะแยกใบอนุญาตออกตามเนื้อหา เช่น ช่องรายการเด็ก-เยาวชน ช่องรายการวาไรตี้ ช่องรายการข่าว ช่องรายการสารคดี ฯลฯ
โดยกำหนดเงื่อนเวลาการออกใบอนุญาตวิทยุระบบดิจิทัลภายใน 2 ปีและโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภายใน 3 ปี เริ่มให้ดำเนินการได้ภายใน 4 ปี
เป้าหมายสุดท้ายตามร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ในยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัล ครัวเรือนไทยในเมืองใหญ่จะสามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลให้ได้ 80% ภายใน 5 ปีถึงเวลานั้นปี 2560 ประเทศไทยจะมีดิจิทัลทีวีประมาณ 100 ช่อง
ความน่าสนใจอีกประการที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญของยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลที่เป็นยุทธศาสตร์ที่ 6 ตามร่างแผนแม่บทกิจการวิทยุและโทรทัศน์ ระบุว่า ส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายร่วมกันในการประกอบกิจการ เพื่อให้สามารถขยายโครงข่ายวิทยุและโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ได้ภายใน 2 ปี
พ.อ. ดร.นทีบอกว่า กสทช.อยากให้โครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายของโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลเป็น "โครงการระดับชาติ" โครงข่ายเดียวเพื่อไม่ให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อนแบบเดิมที่สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี 6 ช่องในระบบอนาล็อกมีการลงทุนเสาส่งทั่วประเทศแยกกัน ทำให้บนหลังคาบ้านทุกครัวเรือนไทยรกรุงรังไปด้วยเสาอากาศสูงที่มีปีกรับสัญญาณหันไปคนละทิศคนละทาง
สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีทุกช่องล้วนมีศักยภาพในการลงทุน "โครงข่ายทีวีดิจิทัล" คือ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 กับ 9 ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 กับช่อง 7 ที่มีสถานีทวนสัญญาณ รวมกันประมาณ 150-200 สถานีที่สามารถใช้ติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณคลื่นความถี่ดิจิทัลทีวีได้ทั่วประเทศ
เท่าที่ทราบข่าววงในผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ทุกช่องในประเทศไทยค่อนข้างจะเห็นตรงกัน ควรจะร่วมลงทุน "โครงข่ายระดับชาติแห่งเดียว" สำหรับส่งสัญญาณคลื่นความถี่ดิจิทัลทีวีในประเทศไทย
ปัญหาน่าจะอยู่ที่ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีอยากจะเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลทีวีจริงๆ หรือไม่ในช่วงที่สัมปทานช่อง 3 และช่อง 7 ยังเหลือในการทำธุรกิจสร้างกำไรอีกเกือบ 10 ปี
เพราะการลงทุนร่วมกันแบบนี้ จะเท่ากับเพิ่มคู่แข่งขันดิจิทัลทีวีในระดับชาติอีก 100 ช่องมาแย่งโฆษณาที่แข่งกันอยู่แค่ 4 ช่อง (ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 และช่อง 9) ไม่นับช่อง 11 ที่ยากจะโฆษณากับช่อง TPBS ที่กฎหมายไม่ให้มีโฆษณา
ยังมีคู่แข่ง "ทีวีดาวเทียม" อีกกว่า 200 ช่องที่เกิดขึ้นมาแล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทีวีดาวเทียมกำลังเริ่มจะคุกคามแย่งชิงคนดูจากฟรีทีวี 6 ช่อง ด้วยอัตราเร่งการเพิ่มขึ้นของเคเบิลทีวีท้องถิ่นกับจานดาวเทียม ที่ปาเข้าไปกว่า 11 ล้านครัวเรือน หรือเกิน 50% ของครัวเรือนไทยที่สามารถดูโทรทัศน์ได้ทุกแบบกว่า 150-200 ช่องคาดว่าอีกประมาณ 3-4 ปีข้างหน้าครัวเรือนไทยเกินกว่า 90% น่าจะติดตั้งเคเบิลทีวีและจานดาวเทียมเรียบร้อยแล้ว
ภูมิทัศน์สื่อ (Media Landscape) ของไทยหลังการเกิดขึ้นของดิจิทัลทีวี 100 ช่องที่สามารถดูผ่านอุปกรณ์มือถือที่มีกว่า 100 ล้านเครื่อง ทีวีดาวเทียม 200 ช่องที่เข้าไปอยู่ในบ้าน 21 ล้านครัวเรือน เคเบิลทีวี 400 สถานีและโทรศัพท์ระบบ 4 G ครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศไทย ในขณะที่เทคโนโลยีได้ทำให้ทุกจอ (Screen) คือ จอโทรทัศน์ จอโทรศัพท์มือถือและจอคอมพิวเตอร์ (รวมไปถึงแทบเล็ต) สามารถหลอมรวมการใช้กลายเป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถสื่อสารด้วยเสียง รับส่งข้อมูลทุกแบบและรับชมภาพเคลื่อนไหวจากดิจิทัลทีวีในทุกพื้นที่ของประเทศไทย
หากทุกอย่างเกิดขึ้นจริงตามแผนแม่บท 3 ฉบับของ กสทช.ที่มีระยะเวลา 2555-2559 ลองจินตนาการว่าภูมิทัศน์สื่อของประเทศไทยในปี 2560 จะเป็นอย่างไร ช่างน่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจมากๆ แม้ว่ายังมีความกังวลว่าเนื้อหาของรายการดีๆ จะพัฒนาได้มากพอสนองตอบการเพิ่มขึ้นของช่องทางต่างๆ หรือเปล่า
โดย :อดิศักดิ์ ลิมปรุงพัฒนกิจ
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555
เนื้อหาล่าสุด
เอกสารล่าสุดสำหรับดาวน์โหลด
- แบบฟอร์มสมัครงาน
- Law 04_Public 2551
- Law 03_Medai 2543
- Law 02_Broadcast
- Law-Com 2550
- สื่อกับการรายงานข่าวโรคอุบัติใหม่: กรณีการระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
- รายการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในฟรีทีวี
- รายการโทรทัศน์เพื่อการอยู่รอดในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
- ความรุนแรงในละครไทย ปี 2551
- ฟรีทีวีกับการรายงานข่าวการชุมนุมทางการเมือง วันที่ 8-14 เมษายน 2552
ความคิดเห็น
ผู้ใข้งานขณะนี้
Tag Cloud
Powered by Easytagcloud v2.0





