บทบาทใหม่ "กสทช." คุมโฆษณายาเถื่อน


เรากำลังฝันหวาน กับสิ่งที่ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ อนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์

และ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) บอกว่า

ภายในปีนี้ 2555 ประเทศไทยน่าจะได้เห็นการประมูลคลื่นโทรทัศน์ระบบดิจิทัล อย่างน้อย 50 ช่อง อาจจะเปิดได้ถึง 100 ช่อง และการประมูลระบบเครือข่ายโทรศัพท์ย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่สามารถใช้เทคโนโลยีทำได้มากกว่า  3G ใกล้จะไปถึง 4G

นั้นอาจจะเป็นบทบาทของ กสทช.ในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ต้องไม่ลืมหน้าที่ในการเข้ามาดูแลคุ้มครองผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อ "ข้อมูลข่าวสาร" ที่เกิดจากการเพิ่มพื้นที่จำนวนมาก

ที่ผ่านมาเราไม่เคยหันกลับไปดูหลังจากที่ผลักดันให้เกิด วิทยุชุมชน เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียมว่าทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นเหยื่อมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด

ข้อมูลที่น่าตกใจไม่น้อย.... ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้นำมาเปิดเผยต่อที่ประชุมสมัชชาสุขภาพ เมื่อไม่นานมานี้ ถึงมูลค่าของการโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว การโฆษณายาสู่ผู้บริโภคในช่วงปี 2549-2552 มีมูลค่าสูงกว่า 2.5 พันล้านบาทต่อปี

การโฆษณาอาหารมีมูลค่าการโฆษณาสูงถึง 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี สูงกว่าปี 2539 ถึง 12 เท่า โดยเฉพาะมูลค่าการโฆษณาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเสริมอาหาร มีการขยายตัวต่อเนื่องเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคผ่านสื่อหลายรูปแบบ

แน่นอนที่สุดช่องทางที่เพิ่มมูลค่าการโฆษณาย่อมหนีไม่พ้น วิทยุท้องถิ่น เคเบิลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม และอินเทอร์เน็ตโดยพบว่าในปี 2553 พบว่า วิทยุท้องถิ่นทั่วประเทศไทยมีมากกว่า 7,700 แห่ง

มีจำนวนครัวเรือนมากกว่า 12 ล้านครัวเรือนหรือประมาณเป็นร้อยละ 60 ของจำนวนครัวเรือนในประเทศไทยที่เข้าถึงสื่อเคเบิลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม ประมาณการว่า มีเม็ดเงินโฆษณาผ่านเคเบิลทีวีและดาวเทียมราว 2,000-3,000 ล้านบาทต่อปี

ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นหากการโฆษณาเหล่านั้นเป็นโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก อย.และได้มาตรฐานความปลอดภัย แต่ส่วนใหญ่ที่พบเป็นการโฆษณาชวนเชื่อกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานกระทั่งทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากสูญเสียเงินทองและกระทบต่อสุขภาพ

ผลการศึกษาการโฆษณาขายยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพผ่านวิทยุท้องถิ่นของ อย.พบว่า ในจังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ชัยภูมิ เชียงใหม่ และสงขลา พบว่ามีการโฆษณาที่ผิด พ.ร.บ.ยา 2510 สูงถึงร้อยละ 64 และฝ่าฝืน พ.ร.บ.อาหาร 2522 ถึงร้อยละ 95.2 และเมื่อพิจารณาเนื้อหาโฆษณาที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้บริโภค พบว่า โฆษณายามีสูงถึงร้อยละ 55.9 ส่วนโฆษณาอาหารสูงถึงร้อยละ 74.5

จึงถึงเวลาที่ กสทช.ต้องสร้างบทบาทใหม่ที่คู่ไปกับการจัดสรรคลื่น คือการลงโทษสถานที่เหล่านี้ที่ทำผิดกฎหมายหลอกลวงผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน

กสทช.อาจจะ ออกประกาศควบคุม หากพบว่าผู้ประกอบกิจการวิทยุชุมชนใดที่มีการกระทำความผิด ปล่อยให้มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่ถูกต้อง จะต้องรับผิดชอบ และอาจถึงขั้นสามารถปิดวิทยุชุมชน เคเบิลทีวีเหล่านั้นได้ หรือมีมาตรการที่กำกับดูแลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้

โดย : สิรินาฏ ศิริสุนทร

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555


blog comments powered by Disqus

ความคิดเห็น

ผู้ใข้งานขณะนี้

We have 13 guests online