ผู้บริโภคกับสิทธิในการตรวจสอบสื่อ



โดย : พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์

เวลาที่ถือนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ติดมือไปอ่านในช่วงหลังๆมานี้ มักจะถูกคนรอบตัวถามเสมอว่า“ยังอ่านอยู่อีกหรือ?”

หรืออะไรทำนองนี้ ก็ตอบว่ายังอ่านอยู่ เพราะตามอ่านนักเขียนอยู่หลายคนมายาวนาน มีบางครั้งก็ต้องออกเนื้อออกตัวบ้าง หากเจอคนที่มีความรู้สึกต่อต้านรุนแรงมากๆ บางทีก็ขำเพราะรู้สึกว่าคนไทยช่างไม่เคารพสิทธิ (ในการรู้) และเสรีภาพ (ในการเลือก) ส่วนบุคคลเลย ถ้าเป็นสังคมตะวันตก เหตุการณ์แบบนี้น่าจะไม่ค่อยเกิด เพราะผู้คนเคารพสิทธิและความเป็นส่วนตัวกันมากกว่า
 
เมื่อเดือนก่อน กระแสแอนตี้มติชนซึ่งมีมาสักพักหนึ่งแล้วในหมู่คนไม่ปลื้มคนเสื้อแดงก็ปรากฏขึ้นอีกโดยเฉพาะในโลกออนไลน์  เมื่อ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ซึ่งนับว่าเป็นกูรูคนหนึ่งของวงการสื่อสารมวลชนไทย ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊ค ว่า จะไม่รับหนังสือพิมพ์มติชนอีกต่อไปแล้ว เพราะ “ความไม่ขยันทำงานค้นหาความจริง” มากกว่า “จุดยืนทางการเมืองของกองบรรณาธิการ” อันสืบเนื่องจากมติชนสุดสัปดาห์ฉบับส่งท้ายปีเก่า 2554 ที่ขึ้นปกรูปอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมคำบรรยายว่า “บุรุษแห่งปี อีกไม่นานเกินรอ” อาจารย์สมเกียรติให้เหตุผลว่าเมื่ออ่านหน้าในของบทความดังกล่าวไม่พบข้อมูลที่แข็งพอจะสนับสนุนการยกให้คุณทักษิณเป็นบุรุษแห่งปี แต่ไม่ได้พูดถึงอีกประเด็น โดยเฉพาะในส่วนวลีที่ว่า “อีกไม่นานเกินรอ” ซึ่งสะท้อนการสร้างวาระข่าวสารอย่างชัดเจน
 
ผู้เขียนได้พบอาจารย์สมเกียรติโดยบังเอิญเมื่อไม่กี่วันก่อนก็เลยถือโอกาสแซวท่านด้วยการชูนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ที่หน้าปกเป็นรูป รมช.เกษตรคนใหม่ คือ คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ให้ดูพร้อมถามว่า “อ่านไหมคะ” ซึ่งอาจารย์สมเกียรติก็หัวเราะและบอกว่า “อ่าน ยังอ่านอยู่ แต่ไม่ซื้อ” หลังจากมีโอกาสแลกเปลี่ยนกับท่านครู่หนึ่งก็สรุปความได้อย่างที่คิดอยู่แล้วว่า อาจารย์สมเกียรติประกาศจะไม่ซื้อนิตยสารฉบับนี้ ในฐานะผู้บริโภคคนหนึ่งซึ่งไม่พอใจกับคุณภาพของสินค้าและในฐานะพลเมืองคนหนึ่งในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งมีสิทธิอันชอบธรรมและเสรีภาพเต็มในการแสดงออกถึงความคิดเห็นของตนเอง
 
ปฏิกิริยาที่อาจารย์สมเกียรติได้รับจากการประกาศในพื้นที่กึ่งสาธารณะอย่างหน้าเฟซบุ๊คถึงความตั้งใจดังกล่าวนับว่าท่วมท้นล้นความคาดหมายไปมาก เพราะมีเสียงสะท้อนที่ไม่พอใจอย่างหนักทั้งในสื่อเก่าและสื่อใหม่ โดยเฉพาะจากกลุ่มคนเสื้อแดง บางคนก็มองว่าเป็นการเปิดเกมทางการเมืองซึ่งอาจารย์สมเกียรติก็ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาในลักษณะนั้น เพียงแต่อยากแสดงจุดยืนกับสื่อที่ติดตามอ่านมายาวนานว่าไม่ชอบแนวทางการทำงานด้านข่าวแบบนี้ และไม่ประสงค์จะสนับสนุนด้วยทุนทรัพย์ของท่านเองอีกต่อไปแล้ว
 
ถ้ามองอย่างใจกว้าง การกระทำของอาจารย์สมเกียรติไม่เป็นเพียงเป็นการแสดงความจริงใจ แต่ยังเป็นการแสดงพลังของผู้บริโภคว่ามีสิทธิที่จะตรวจสอบสื่อซึ่งจะว่าไปก็คือธุรกิจชนิดหนึ่งว่ามีมาตรฐานในระดับใด เหมือนเราซื้อผลิตภัณฑ์อาหารยี่ห้อหนึ่งมาแล้วรสชาติไม่ถูกปากหรือบูดเสีย เราก็มีสิทธิที่จะไม่เลือกซื้ออีกในคราวต่อไปพร้อมกับเสรีภาพที่จะสื่อสารให้คนที่รู้จักทราบถึงประสบการณ์ที่ไม่ดีของเราผ่านการเล่าสู่กันฟังแบบเห็นหน้าค่าตาก็ดี หรือจะผ่านสื่อที่เป็นเครือข่ายอย่างเฟซบุ๊คก็ดี หรือที่เป็นฟอรั่มอย่างเว็บบอร์ดก็ดี ส่วนคนอื่นจะตัดสินใจอย่างไรก็ขึ้นกับประสบการณ์ตรงและวิจารณญาณของแต่ละคน ว่าจะ “ฉลาดซื้อ” หรือไม่อย่างไร ต่อกรณีนี้ ถ้าเปลี่ยนหนังสือพิมพ์มติชนเป็นร้านอาหารสักแห่งหรือภาพยนตร์สักเรื่องก็คงไม่เป็นเรื่องเป็นราวแน่ๆ เพราะร้านอาหารหรือคนทำภาพยนตร์ย่อมไม่มีสื่อเป็นของตนเองและไม่มีกลุ่มการเมืองใดๆ สนับสนุน คงไม่สามารถ “เล่นใหญ่” ได้อย่างมติชน
 
ปัญหาอีกอย่างของกรณีอาจารย์สมเกียรติน่าจะสืบเนื่องจากสถานภาพทางสังคมของท่านที่เทียบเคียงได้กับผู้นำทางความคิด (opinion leader) เลยทำให้ถูกจับตามองว่าเป็นการก่อกระแสในเรื่องสื่อเลือกข้าง สื่อมีสี ซึ่งก็เป็นประเด็นร้อนในสังคมไทยมาพักใหญ่แล้ว แม้อาจารย์สมเกียรติจะไม่ได้อ้างถึงประเด็นดังกล่าวก็ตาม แต่ก็เป็นที่น่าสนใจว่าข้อเขียนต่างๆ ในมติชนที่ตอบโต้ท่าทีของอาจารย์สมเกียรติกลับย้ำเน้นและยืนยันในการทำหน้าที่สื่อมืออาชีพ ตลอดจนการเป็นเสียงสะท้อนของคนทุกลุ่มในสังคมไม่จำกัดเฉพาะคนชั้นกลางในเมือง อีกทั้งยังเสนอแนะให้ทั้งอาจารย์สมเกียรติและผู้อ่านคนอื่นพิจารณาถึงความหลากหลายทางความคิดของนักเขียนต่างๆ ที่เป็นคอลัมนิสต์ประจำ แทนที่จะสรุปฟันธงลงไปว่ามติชน คือ มติแดง
 
อันที่จริง เมื่อหลายปีก่อน (พ.ค. 2551) มีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงสองท่าน คือ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และ รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ได้ออกมาเขียนจดหมายเปิดผนึกร่วมกันถึงองค์กรวิชาชีพและนักวิชาชีพสื่อ เพื่อเรียกร้องให้แก้ปัญหาเรื่อง “สื่อเป็นพิษ” ภายใต้บริบททางการเมืองที่มีความขัดแย้งสูงในขณะนั้น  โดยระบุว่า "คนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสื่อและสื่อที่ไม่รับผิดชอบกำลังส่งผลกร่อนทำลายประชาธิปไตยสังคมไทย ใน 3 ทาง คือ
 
1. สร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง ปลุกปั่นสถานการณ์เสียเอง
 
2. โฆษณาชวนเชื่อ เป็นกระบอกเสียงของฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างสุดหัวใจ ให้ร้ายใส่ความคู่ต่อสู้ด้วยเล่ห์เพทุบายสารพัด
 
3. ทั้งหมดนี้ดำเนินไปขณะที่ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนเฉยเมยต่อการละเมิดจรรยาบรรณสองประการข้างต้น หรือทำตัวลู่ตามลม เลือกปฏิบัติปกป้องเฉพาะพวก ลงโทษเฉพาะฝ่าย"

 
ผลตอบรับจดหมายเปิดผนึกในครั้งนั้น ค่อนข้างจะออกมาในแดนบวก อาจเป็นเพราะลักษณะการเขียนที่ไม่ได้เจาะจงถึงสื่อใดสื่อหนึ่งลงไปทำให้ดูไม่เป็นการเผชิญหน้าหรือเปิดศึกซึ่งหน้าอย่างกรณีอาจารย์สมเกียรติ อีกทั้งยังระบุถึงองค์กรวิชาชีพและนักวิชาชีพโดยตรงไม่ได้พูดกับสาธารณะโดยทั่วไป จึงอาจไม่ถูกมองเป็นการเปิดเกมการเมืองหรือรณรงค์ทางสังคมใดๆ
 
จากทั้งสองวาทกรรมสาธารณะดังกล่าว ประเด็นที่ยังคงไม่คลี่คลาย ก็คือ ผู้บริโภคหรือพลเมืองผู้เปิดรับข่าวสารควรที่จะตรวจสอบการทำงานของหนังสือพิมพ์หรือสื่อหนึ่งๆ ในลักษณะใด สำหรับสังคมที่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างสังคมไทย แนวทางที่กระตุกเตือนในภาพรวมแบบหลังคงเป็นทางออกที่สันติวิธีกว่า ประมาณเดียวกับการส่งเรื่องร้องเรียนเข้าไปยังองค์กรวิชาชีพต่างๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าแนวทางแรกจะไม่ชอบธรรมและต้องถูกประนีประนอมตามกระแสต่อต้านเสมอไป
 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 1 กุมภาพันธ์


blog comments powered by Disqus

ความคิดเห็น

ผู้ใข้งานขณะนี้

We have 13 guests online