คุยกับ โหน่ง-อะเดย์ : "สื่อเก่า" ปะทะ "สื่อใหม่" และหนังสือสตีฟ จอบส์ ในห้องเจ้าพ่อเด็กแนว

ในยุคที่ตัวตนของคนแต่ละคนถูกถ่ายทอดผ่าน สินค้าที่เราใช้ เพลงที่เราฟัง ข้าวที่เรากิน และเครื่องเคียงรายล้อมอีกมากมาย

วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์

แม้แต่สิ่งของที่อยู่ในห้องทำงาน ก็บอกเล่าเรื่องราวของคนๆนั้นได้มากมายจนพอจะเห็นเค้าโครงได้แล้วว่า
         
"เขาเป็นคนแบบไหน?"
         
ในห้องทำงานห้องหนึ่ง เพียงแค่เดินผ่านบริเวณหน้าห้อง เราจะพบกับกรอบรูปนิตยสารจากเกาะอังกฤษที่มีชื่อว่า "เดอะ เฟซ"(The Face) วางเรียงกันไว้อย่างสวยงาม อันเป็นนิตยสารไลฟ์สไตล์ที่โด่งดังจากฝั่งอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 80 ซึ่งในปัจจุบัน นิตยสารเล่มนี้ได้ล้มหายตายจากไปแล้ว(ปิดตัวเมื่อปี ค.ศ. 2004)
         
แต่พอเดินเข้ามาที่โต๊ะทำงานของเขา หนังสือเล่มที่วางเด่นชัดที่สุด คือหนังสือระดับเบสต์เซลเล่อร์ประเภทนอนฟิกชั่น(Nonfiction-ไม่ใช่เรื่องแต่ง) ของนิวยอร์กไทม์สเป็นเวลาหลายเดือน
        
หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า "สตีฟ จอบส์" (Steve Jobs) งานเขียนของ วอลเตอร์ ไอแซกสัน
         
แม้ว่าสตีฟ จอบส์ จะเสียชีวิตไปเมื่อปลายปีที่แล้ว(และคุณสามารถรู้จักอีกมุมหนึ่งของเขาผ่านหนังสือเล่มนี้)
         
แต่ชายหนุ่มบุคคลผู้เปลี่ยนโลกด้วยโลโก้ "แอปปิ้ล" ผู้นี้ ได้ทิ้งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอย่าง คอมพิวเตอร์แม็คฯ,ไอพอด, ไอโฟน และ ไอแพด สิ่งเหลานี้ "เกิด" เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าการใช้ชีวิตของผู้คนยุคนี้อย่างสิ้นเชิง
         
เจ้าของห้องเดินเข้ามาแล้ว...
         
เขาคือ ขวัญใจเด็กรุ่นใหม่ โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ หรือโหน่ง-อะเดย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทผลิตสื่อเจ้าดังอย่าง บริษัท เดย์ โพเอ็ทส์ จำกัด
         
ในวันนี้ ธุรกิจของบริษัท ซึ่งมีนิตยสารเด็กแนวอย่าง "อะเดย์" ได้เติบโตงดงามเป็นที่น่าชื่นใจในสายตาของผู้ที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทได้ครบ 12 ขวบปีแล้ว
         
น่าสนใจว่า บุคคลที่อ่านชีพจรสื่อได้ "ขาด" ผู้เป็นเจ้าของห้องที่มีนิตยสาร "เดอะ เฟซ" และ หนังสือ "สตีฟ จอบส์" วางอยู่ตรงตำแหน่งที่เด่นชัด อย่าง โหน่ง-วงศ์ทนงผู้นี้...
         
มีมุมมองต่อ "สื่อเก่า" ที่มีภาพตัวแทนเป็นกรอบรูป "เดอะ เฟซ" และ "สื่อใหม่" ที่มีภาพตัวแทนเป็นธารความคิดของ "สตีฟ จอบส์" อย่างไรบ้าง?
         
มาคุยกับเขาดีกว่า...
         
โหน่ง-วงศ์ทนง เริ่มต้นด้วยการพูดถึงผลิตภัณฑ์ในเครือของเขา
         
"โปรดักต์ของเรา มีนิตยสารอะเดย์, นิตยสารแฮมเบอร์เกอร์, นิตยสารอะเดย์บุลเล็ตติน, สำนักพิมพ์อะบุ๊ค แล้วก็มีรายการทีวีดิ ไอดอล คนบันดาลใจ รายการทีวีแชมเปี้ยน แล้วตอนนี้มีแผนกใหม่ ชื่อ อะเดย์ ดีพาร์ตเม้นต์สโตร์ เป็นบริษัทรับจัดอีเว้นต์ ปีที่ผ่านมา มีคนชอบให้เราจัดอีเว้นต์เยอะแยะเลย เลยตั้งเป็นแผนกเลยดีกว่า"
         
และตอนนี้ โหน่ง-วงศ์ทนง บอกว่า "เดย์ โพเอ็ทส์" ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจสำหรับคนรักการใช้แอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนออกมาแล้ว นั่นคือ อี-แมกาซีน นิตยสารอิเล็กทรอนิกส์ที่มีชิ่อว่า "มันเดย์"(Monday)
         
เขาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังด้วยท่าทีกระฉับกระเฉงและมั่นใจอันเป็นบุคลิกเฉพาะตัวให้ฟังว่า...
         
"สื่อแอพพลิเคชั่น เป็นสื่อที่ผมว่ากำลังมาแรงด้วยเหตุผลหลายอย่าง ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือมันหาซื้อได้ง่ายขึ้น ราคามันถูกลง มันเป็นเทรนดี้ (Trendy)ด้วย ทุกคนต้องมีไอโฟน ทุกคนต้องมีแอนดรอยด์ แล้วกระแสของโลก มันก็เป็นตัวบอกเลยว่า มันมาแรงมาก เป็นโปรดักต์ เป็นซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมสูง เรามีไอเดียดีๆให้แปรรูปเป็นแอพฯ ก็เลยทำ อี-แมกาซีน ขึ้นมาเล่มแรก ก็คือ มันเดย์(Monday)"
         
มองเห็นอะไรในกระแสของสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างอี-บุ๊ค และอี-แมกาซีน ในวันนี้?
         
"บริษัทของเราเป็นบริษัทที่ไม่ปฏิเสธนวัตกรรม มันอาจจะเป็นไลฟ์สไตล์ของพวกเราด้วย พวกเราเป็นคนอย่างนั้น เป็นพวกเทรนดี้ พวกตามเทรนด์ เพราะฉะนั้น ช่วงแรกเลยที่เขามีเฟซบุ๊ค มีทวิตเตอร์ ผมว่าพนักงานบริษัทผม เป็นกลุ่มแรกๆเลยที่สมัคร คือเราเชื่อเรื่องรูปแบบใหม่ๆ เราเชื่อเรื่องความคิดสร้างสรรค์ มันเป็นธรรมชาติของเรา ที่เราสนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แต่ในต่อมา ผมมองเรื่องแอพฯ เรื่องดาวน์โหลดดิจิตอลแมกาซีน มา 3-4 ปีที่แล้ว
         
"คิดว่าเทรนด์มาแน่ ไลฟ์สไตล์คนมันเปลี่ยนจริงๆ ช่วง 4-5 ปีให้หลัง มันเปลี่ยนแบบฉับพลันด้วย พูดง่ายๆ ผมจึงเชื่อว่าหนังสือดิจิตอล มาแน่ ถ้าคุณรู้ข้อมูลว่าปีที่แล้ว รู้สึกว่าเป็นปีแรกที่ยอดขายดิจิตอลบุ๊คในเว็บไซต์อะเมซอน ชนะหนังสือเล่ม ผมคิดว่านี่เป็นตัวชี้แนวโน้มที่สำคัญมาก ว่ามันมาแน่ เพาะไลฟ์สไตล์ของคนตอบรับตรงนี้จริงๆ
         
"สำหรับสำนักพิมพ์อะบุ๊ค หรือแม้กระทั่งอะเดย์ เราก็ต้องทำอี-บุ๊คในเวลาต่อมาอยู่แล้ว ทำด้วยความที่เป็นธรรมชาติของเรา ความสนใจของเรา ผมเชื่อว่ามันตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้ดี เพราะลูกค้าก็เป็นวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ เป็นคนทำงาน ใช้สมาร์ทโฟน หนังสือในเครืออะบุ๊คเป็นอี-บุ๊คเสร็จไปเยอะแล้ว ขายหนังสือที่อ่านในสมาร์ทโฟนหรือพวกไอแพดได้เลย อ่านง่าย มีประมาณ 10 กว่าเล่ม กำลังจะเปิดให้ดาวน์โหลด แต่แน่นอนว่า เราคงไม่เอาตรงนี้เป็นหลัก แต่ยังเป็นสื่อกระดาษอยู่เหมือนเดิม"
         
การที่ทำ "เนื้อหา" ในรูปแบบข้ามไปข้ามมาระหว่าง "สื่อเก่า" อย่างกระดาษ และ "สื่อใหม่" อย่างสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ของ "เดย์ โพเอ็ทส์" เขามองว่า...
         
"ธุรกิจสื่อในยุคนี้ มันไม่ใช่แค่คนทำหนังสืออย่างเดียวแล้วครับ คือเมื่อก่อนก็มีคนถามผมเหมือนกันนะครับว่า โพสิชันนิ่งของเดย์ โพเอ็ท คืออะไร? ผมก็มักจะตอบว่า เราเป็นบริษัททำหนังสือเล็กๆที่เจ๋งมาก แต่หลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 4-5 ปีให้หลัง คำว่ามีเดียแตกสายไปเยอะมาก เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก โดยเฉพาะการเข้ามาถึงของนิว มีเดีย(สื่อใหม่)ต่างๆ มีเดียไม่ใช่แค่กระดาษแล้ว มีเดียเป็นอากาศก็ได้ เป็นดิจิตอลก็ได้ โทรศัพท์มือถือเป็นมีเดียก็ได้
         
"เพราะฉะนั้น หลายปีให้หลัง เวลาที่คนถามผมว่าทำอะไร ผมไม่ได้บอกว่าผมเป็นคนทำหนังสือ ผมบอกว่าผมเป็นคนทำคอนเท้นต์ เป็นคอนเท้นต์ โพรไวเดอร์(Content Provider) เป็นผู้สร้างสรรค์คอนเท้นต์ คอนเท้นต์จะออกมาเป็นได้ทั้งสิ่งพิมพ์ กระดาษ นิตยสาร พ็อกเก็ตบุ๊ค รายการโทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งเป็นรายการแอพลิเคชั่น หรือในอนาคต ผมอาจจะทำรายการวิทยุก็ได้ครับ"
        
หากพิจารณาผลิตภัณฑ์สื่อในเครือ "เดย์ โพเอ็ทส์" ในช่วงหลังมานี้
         
ประเด็นที่สำคัญอย่างหนึ่งกว่าคือ "ช่วงเวลา" ของการออกผลิตภัณฑ์ ที่มักจะออกมาในช่วงที่ตลาดเต็มไปด้วยผู้เล่นมากมาย
         
เมื่อสามปีที่แล้ว "อะเดย์ บุลเล็ตติน" ถือกำเนิดขึ้นมาในยุคที่นิตยสารแจกฟรี หรือฟรี ก๊อปปี้ ปลิวว่อนทั่วร้านกาแฟ
         
ส่วนมาปีนี้ ก็เพิ่งมี อี-แมกาซีน คลอดออกมาหลังจากที่เจ้าอื่นต่างนำนิตยสารของตนมาอวดในสมาร์ทโฟนและเดอะ แท็บเล็ต(The Tablet อย่างเช่น ไอแพด) ก่อนหน้านี้แล้ว
         
โหน่ง-วงศ์ทนง เจ้าพ่อเด็กแนว พูดถึงประเด็น "ช่วงเวลา" นี้ว่า
         
"คือเวลาผมทำโปรดักต์อะไร ผมจะไม่ให้ความสำคัญกับการทำเป็นคนแรก มากกว่าเราทำได้ดีหรือเปล่า คือผมไม่อยากเป็นแบบเป็นเจ้าแรกที่ทำดิจิตอลแมกกาซีน เป็นเจ้าแรกที่ทำฟรีก๊อปปี้ ถ้าบอกตรงๆ ผมอาจจะไม่พร้อมที่จะเสี่ยงขนาดนั้นก็ได้ ให้บริษัทที่เขาใหญ่กว่าเราไปลองก่อน คือพูดง่ายๆ การทำทีหลังคน มันก็เป็นข้อดีเหมือนกัน คือรู้ลู่ทาง เหมือนกับให้เขาออกไปลองก่อน แล้วเขาบกพร่องตรงไหน เจ๋งตรงไหน ดีตรงไหน เราก็สามารถเห็นข้อดีข้อเสียของเขา
         
"แต่อย่างที่บอก สิ่งสำคัญมากกว่า ผมคิดว่า เวลาที่ผมทำอะไรออกไป ผมดีกว่าหรือเปล่า น่าสนใจกว่าที่มีอยู่หรือเปล่า ผมจะทำ เพราะฉะนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าจะช้าเร็ว หรือทำก่อนทำหลัง ผมชอบรีเสิร์ช สิ่งที่ผมรีเสิร์ช ผมรีเสิร์ชด้วยตัวเอง ผมรู้ว่าเขาไม่โดนเพราะอะไร แล้วผมทำอย่างไรให้มันโดนให้ได้ นี่เป็นที่มาของการทำให้แมกกาซีนอะเดย์บุลเล็ตตินมันเกิดอย่างแรงและเร็ว"
         
นั่นแสดงว่า ในยุคนี้ ยุคที่ทีวีออนไลน์และทีวีเคเบิลกำลังบูม ทาง "เดย์ โพเอ็ทส์" กำลังเฝ้ามองที่จะลงมาสู่ธุรกิจนี้ใช่ไหม?
         
"ผมยอมรับว่า ผมสนใจนิวมีเดียมากๆ 2-3 ปีให้หลัง คำว่ามีเดีย มันขยายขอบเขตความหมายไปมากมาย มีเดียไม่ใช่แค่โทรทัศน์ที่เป็นตู้ๆอยู่ที่บ้านเรา หรือหนังสือ หรือวิทยุแล้ว มีเดียมันสามารถจะไปปรากฏที่ไหนก็ได้ ความจริงผมคิดมากกว่าที่คุณคิดอีกด้วยว่า ผมคิดถึงรูปแบบมีเดียใหม่ๆ เยอะมากเลยที่ในอนาคตอาจจะเห็นก็ได้ว่าอะเดย์เป็น คนทำ แต่แน่นอนว่า ผมไม่รีบร้อนเท่าไหร่ เพราะที่ทำอยู่นี่ ก็เกินกำลังคนที่ทำอยู่เยอะ ผมไม่อยากให้เด็กของผมเหนื่อยเกินไป
         
"ผมอาจจะทำรายการโทรทัศน์ แต่อาจจะไม่ใช่เจ้าของสถานี ผมคุยอยู่กับผู้บริหารคนหนึ่งมานานแล้ว ก็ไปกินข้าวกับเขามาหลายครั้ง อาจจะเป็นช่องอะเดย์ 1 ช่อง อยู่ในช่องใหญ่ๆช่องหนึ่ง เดี๋ยวทำเสร็จค่อยพูดดีกว่า"
         
เป็นองค์กรที่ทำอะไรได้เร็วขนาดนี้ โหน่ง-วงศ์ทนง มองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนทำงานของเขาส่วนใหญ่เป็นคนทำงาน รุ่นเจเนอเรชั่นวาย(Generation Y) หรือเจนวาย ที่เกิดระหว่างทศวรรษที่ 80
         
"มีผมเป็นคนยุคก่อน เป็นเจนเอ็กซ์คนเดียว(หัวเราะ) ส่วนใหญ่คนเจนวาย มันมีจักรยานคนละคันแล้วตอนนี้ เป็นเทรนด์ที่ยุโรป อเมริกา โซล สิงคโปร์ มีจักรยานคนละคัน ผมชอบนะ ดีมาก ออกกำลังกาย ประหยัดพลังงาน เจนวายคงเป็นอย่างนั้นแหละครับ เขามีแล้วเราไม่มีไม่ได้ บริษัทผมถือไอโฟนคนละเครื่อง ผมยังใช้อะไรอยู่ก็ไม่รู้ ไอโฟนผมเอาไปจับฉลาก(หัวเราะ) ผมว่าดีครับ ผมไม่ค่อยปฏิเสธเรื่องนี้ ช่วยในการทำงานได้เยอะ"
         
ในวันที่คนเจนวายถือโทรศัพท์มือถือ ไอโฟน ที่สตีฟ จอบส์ออกแบบจนแทบเดินชนกัน
         
ขณะเดียวกันเอง บริษัทผลิตกล้องฟิล์ม อย่างโกดัก เพิ่งยื่นล้มละลายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
         
และในขณะเดียวเช่นกัน นิตยสารไลฟ์สไตล์ ที่ไม่ง้อการนำเสนอผ่านโลกออนไลน์ อย่าง "โมโนเคิล"(Monocle) กลับเป็นนิตยสาร(กระดาษ)ที่ผู้คนพูดถึงทั่วโลก
         
โหน่ง-วงศ์ทนง มองปรากฏการณ์เหล่านี้การเกิด-ดับ ของ "สื่อเก่า" และ "สื่อใหม่" ด้วยท่าทีดังนี้
         
"โมโนเคิล เป็นแมกาซีนที่ผมชอบมาก ที่คุณไทเล่อร์ บรูเล่(บก.โมโนเคิล) พูดว่าไม่ง้อดิจิตอล ขายในสื่อกระดาษอย่างเดียว ผมว่าเขาก็พูดให้ดูเท่ไปงั้น(หัวเราะ) แต่ถ้าไปดูยูทูบ จะมีคลิปของโมโนเคิลด้วยนะ ซึ่งดีมากเลย เป็นคลิปที่โมโนเคิลทำขึ้นมา เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์แนะนำร้านขนมปังร้านนั้นร้านนี้ ผมว่าเขาสนใจ แล้วเขารู้แล้วว่า เขาต้านไม่อยู่หรอกครับ การปฏิเสธนิว มีเดีย แต่ว่าเขาคงรู้สึกเหมือนผม ผมรักที่จะทำสื่อกระดาษอยู่เสมอ
         
"ผมคิดว่า การที่ได้สัมผัส การที่ได้เห็นรูป มันเจ๋งมากเลยครับ การดูรูปในคอมพิวเตอร์กับกระดาษ มันต่างกันเยอะ ผมก็ยังรู้สึกหลงไหลในสื่อที่เป็นกระดาษ ที่คุณอาจจะเรียกว่า โอลด์ แฟชั่น แต่ว่าขณะเดียวกัน ไลฟ์สไตล์ผม ผมก็สนใจในสื่อใหม่ๆ ผมอาจจะเป็นคนผสมผสาน"
         
ส่วนประเด็นเรื่อง "โกดัก" เขามองสัจธรรมของธุรกิจได้น่าคิด
         
"มันเป็นเรื่องที่ผมเกิดความรู้สึกปะปนกัน ในแง่หนึ่ง ผมรู้สึกสะท้อนใจ โปรดักต์ในยุคสมัยเรามันล้มหายตายจาก ผมพูดถึงเมื่อ 20 ปีที่แล้วตอนที่เรายังล้างฟิล์มกันอยู่ ไม่น่าเชื่อเนอะ รับปริญญาผมถ่ายไป 10 กว่าม้วน แต่ในแง่หนึ่ง ผมชอบนะ สิ่งที่ผมชอบก็คือ มันสอนเรื่องสัจธรรมการเกิดแก่เจ็บตาย แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง ผมชอบที่ว่า ปี 1979 วิศวกรของโกดักคนหนึ่ง เขาคิดกล้องดิจิตอลขึ้นมาได้เป็นรายแรกของโลก แต่ว่าผู้บริหารไม่สนใจ คุณคิดดู ถ้าตอนนั้นโกดักพัฒนากล้องดิจิตอลขึ้นมา ตอนนี้เขาคงมีชะตากรรมที่ไม่เป็นเช่นนี้"
         
โหน่ง-วงศ์ทนง เดินออกมาที่หน้าห้อง พร้อมกับชี้ไปที่กรอบรูปนิตยสาร "เดอะ เฟซ" แล้วพูดว่า
         
"ดูที่ เดอะเฟซ พวกคุณเกิดไม่ทันหรอก แต่ว่าในสมัยวัยรุ่น มันเป็นหนังสือที่เท่มาก เจ๋งมาก แต่ในเวลาต่อมามันก็ตาย ผมไม่เคยเชื่อว่ามันจะตาย แล้วมันก็ตายได้ ผมว่า เอามาใส่กรอบเพื่อบอกว่าตัวเองว่า เฮ้ย แม่ง วันหนึ่งอะเดย์ก็ต้องตาย จะได้ไม่ยึดติดกับมัน"
         
เรื่อง...ณัฐกร เวียงอินทร์--จบ--


ที่มา : มติชนออนไลน์ (Th) Friday, January 27, 2012


blog comments powered by Disqus

ความคิดเห็น

ผู้ใข้งานขณะนี้

We have 13 guests online