“คำ ผกา” เปลือยนม “ล้มเจ้า”!? กับวิถีแห่ง “ดอกทอง”


จากกรณีที่ นายอำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง” อายุ 61 ปี ถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (2), (3) ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
       
เหตุที่จำเลยใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวพิมพ์ข้อความอันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่นพระเกียรติยศ และหมิ่นประมาทใส่ความให้ร้ายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และส่งข้อความดังกล่าวไปยังโทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข ขณะดำรงตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี
       
หลังจากนั้นก็ได้มีการเผยแพร่บทความออกมาตามโซเชียลเน็ตเวิร์กจำนวน มาก ในทำนองว่า “จำเลยเป็นแพะ” ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดที่แท้จริง ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่แสดงตัวว่ามีทัศนคติเชิงลบกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ได้ใช้โอกาสนี้ในการรณรงค์ให้มีการแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
       
อย่างเช่น “นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักรัฐศาสตร์ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ ได้ริเริ่มแคมเปญ “ฝ่ามืออากง” โดยให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กส่งภาพตัวเองที่มีข้อความ “อากง” บนฝ่ามือมาร่วมในการรณรงค์ โดยนายปวินได้บอกถึงเหตุผลในการรณรงค์นี้ว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายฝั่ง ตรงข้ามมากขึ้น
       
 “หวังว่านี่จะเป็นการส่งสัญญาณที่เข้มข้นไปยังรอยัลลิสต์ เพื่อให้เห็นเหตุผลเบื้องหลังคำตัดสินอากง ได้เห็นว่าพวกเขาหาประโยชน์จากกฎหมายหมิ่นฯ และที่สำคัญกว่าคือ พวกเขาอาจทำให้สถาบันอันเป็นที่รักเสื่อมถอยลงได้จริงๆ ข้อโต้แย้งของผมคือ ยิ่งกฎหมายนี้ถูกใช้มากเท่าไหร่ กลับจะยิ่งทำให้สถาบันฯ อยู่ในสถานะที่ลำบากขึ้น” นายปวินกล่าว
       
เช่นเดียวกับ “นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” เจ้าประจำก็ได้เผยแพร่บทความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เสนอให้ช่วยกันเรียกร้องรัฐบาลผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองที่ไม่ ใช่ระดับแกนนำ โดยให้รวมถึงทุกฝ่ายที่ถูกดำเนินคดีตั้งแต่หลัง 19 ก.ย.
       
ความจริงก็คือ นายปวิน พยายามเอาฝ่ามือของตนที่เขียนคำว่า “อากง” ปิดบังข้อเท็จจริงไม่ให้ประชาชนรับรู้
       
เพราะ “อากง” ชายวัย 61 ปี ถูกกล่าวหาว่า ส่ง SMS ข้อความเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไปเข้าโทรศัพท์ของนายสมเกียรติ เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ 4 ครั้ง ระหว่างวันที่ 9-22 พฤษภาคม 2553 ในช่วงที่คนเสื้อแดงกำลังจุดไฟเผาเมือง
       
ศาลอาญาตัดสินจำคุกอากง 20 ปี ตามมาตรา 112 และกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
       
การบิดเบือนประเด็นว่า ส่ง SMS เพียง 4 ครั้ง ถูกลงโทษหนักจำคุกถึง 20 ปี ก็ไม่ต่างอะไรจากตรรกะแบบบิดๆ เบี้ยวๆ ที่ว่า “ทักษิณแค่เซ็นชื่อ ยินยอมให้เมียไปซื้อที่ดิน ทำไมต้องติดคุก 2 ปี” ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยการกระทำที่พยายามอ้างกันว่าไม่เห็นจะเป็นความผิดตรงไหนนั้น แท้จริงแล้ว มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ด้วยเหตุผลที่กระจ่างชัด และกำหนดบทลงโทษไว้ชัดเจน
       
ทั้งนี้ “อากง” ไม่ได้ผิดเพราะส่ง SMS ที่ผิดเพราะส่งข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อความนั้นเข้าข่ายการดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และเป็นการทำความผิดอย่างเดียวกันซ้ำซากถึง 4 ครั้ง จึงถูกลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวมเป็น 20 ปี ทั้งๆ ที่ ศาลอาจจะลงโทษมากกว่านี้ก็ได้ เพราะความผิดตามมาตรา 112 มีโทษจำคุกระหว่าง 3-15 ปี

หาก “อากง” ส่ง SMS เพียง 2 ครั้ง ก็จะติดคุกเพียง 10 ปี ถ้าส่งครั้งเดียว ก็ติด 5 ปี และหากอากงรับสารภาพ ก็จะได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่ง และอาจจะได้รับการรอการลงโทษก็ได้ เหล่านี้คือ กระบวนการพิจารณาโทษตามปกติของศาล หาใช่การกลั่นแกล้งหรือความอยุติธรรมที่ “อากง” ได้รับไม่
       
แต่เมื่อไม่รับว่าผิด และไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหาจนศาลสิ้นสงสัยได้ ก็ไม่มีเหตุในการลดโทษ รอการลงโทษ
       
นอกจากนี้ คดี “อากง” ยังถูกขบวนการล้มเจ้า ที่บังหน้าด้วยการเคลื่อนไหวให้มีการยกเลิก หรือแก้ไข มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นำไปกระพือ ขยายผลเกินความเป็นจริง และมีการบิดเบือน ตัดทอนข้อมูล ให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า “อากง” คือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกลงโทษอย่างรุนแรง เพราะมาตรา 112 เป็นต้นเหตุ
       
“อากง” จะคิดอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จะเป็นแดงฮาร์ดคอร์แถวสำโรงหรือไม่ จะเป็นผู้ส่ง SMS ด้วยตัวเอง หรือมีผู้อื่นส่งให้ก็ตามแต่ วันนี้ เขาคือ “เหยื่อ” ของขบวนการล้มเจ้า ที่น่าสงสาร ชะตากรรมของเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยก
       
และที่น่าอดสูที่สุดคือ คดี “อากง” ยังเป็นโอกาสให้ “คำ ผกา” หรือที่หลายคนเรียกเธอว่า “นักเขียนดอกทอง” (ที่สุดในประเทศไทย) สบช่อง-ฉวยโอกาสอ้างเป็นเหตุแก้ผ้า “โชว์นม” ในโลกไซเบอร์ สมใจอยาก (แม้หลายคนจะไม่อยาก “ชมนม” ของเธอก็ตาม)
       
“คำ ผกา” กับวิถีแห่งดอกทอง
       
อย่างไรก็ตาม จากกรณีศาลตัดสินจำคุก 20 ปี “อากง” ส่ง SMS หมิ่นฯ ดังกล่าว ได้ถูกกลุ่มล้มเจ้านำไปปลุกระดม “บิดเบือน” สร้างละครชีวิตอากงขึ้นมา เพื่อกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของมาตรา 112 ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องติดคุก และเรียกร้องให้มีการแก้ไข
       
นอกจากนี้ยังทำให้หลายคนที่ “อยากดัง” สบช่องฉวยโอกาสโหนกระแส “อากง” ตะโกนโหวกเหวกโวยวายในโลกออนไลน์และเฟซบุ๊กเพื่อสร้างภาพให้ตัวเองเป็นนัก ประชาธิปไตยและนักมนุษยชนตัวยง ขณะที่บางคนใช้อากงเป็น “เหยื่อ” เพื่อสนองตัณหาความ “อยากแรง” ของตัวเอง
       
อย่างกรณีของ “คำ ผกา” หรือ “น.ส.ลักขณา ปันวิชัย” หรือที่หลายคนเรียกขานเธอว่า “นักเขียนดอกทอง” เจ้าของหนังสือ “กระทู้ดอกทอง” ตัวแม่ ที่นิยมชมชอบการเปิดเผย “นม จิ๋ม ตูด” รสนิยมทางเพศ และเรื่องราวอันเป็นตัณหาราคะของตัวเองให้สาธารณชนได้รับรู้ จนทำให้เธอโด่งดังในการเป็นนักเขียนอย่างว่ามาจนถึงทุกวันนี้ โดยในช่วงที่กระแสความนิยมแผ่วลง เธอก็ถือโอกาสใช้กระแส “อากง” มาเป็นเครื่องมือ “ขายนม” โดยการลงทุนแก้ผ้าจนเหลือแต่นมล่อนจ้อน เพื่อสร้างกระแสความนิยมอัน “ร้อนแรง” ในหมู่คนเสื้อแดงให้กับตัวเอง
       
โดยในสายตาของหลายคนที่ “รู้ทัน คำ ผกา” ต่างก็มองว่าการลงทุนเปลื้องผ้าครั้งนี้ไม่ใช่ทำเพื่อ “อากง” ไม่ใช่เพื่อสิทธิมนุษยชน หรือมนุษยธรรมอะไรนักหนา แต่สิ่งที่เธอทำคือ “การตลาด” เพื่อสร้างภาพ สร้างราคา และสร้าง “ความแรง” ให้กับตัวเอง เพราะมันเป็นสิ่งที่เธอถนัดและประพฤติปฏิบัติเสมอมา โดยครั้งนี้เธอเรียกการโป๊เปลือยของตัวเองซะโก้เก๋ว่า “Art project” เพราะมันคือโปรเจ็กต์ที่หวังผล (ประโยชน์) ที่จะตามมาสู่ตัวเธอในฐานะนักเขียน คอลัมนิสต์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของยอดขายหนังสือ หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นช่องทางหากินของเธอ
       
ลองไปถามดูก็ได้ ใครที่เคยเป็น ผ.ให้เธอคงไม่มีใครสงสัย ใครที่เคยเป็น “เพื่อนสนิท” และใครที่เคยเอาเธอไปหากินในฐานะคอลัมนิสต์และพิมพ์หนังสือขายให้คงไม่แปลก ใจอะไรกับการแก้ผ้า “ขายนม” ของเธอในครั้งนี้ มีแต่สาวกเสื้อแดง นักวิชาการเสื้อแดง และนักเขียนเสื้อแดงที่ฟันยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเท่านั้นที่ยังหลงใน “จุก” ของเธอจนโงหัวไม่ขึ้น “เมานมคำ ผกา” จนคิดว่าเธอคือ เทพมารดามาโปรด!
       
อย่างไรก็ตาม กล่าวสำหรับการเผยแพร่ภาพเปลือยของ “คำ ผกา” ครั้งนี้มีข้อความ “No Hatre for Naked Heart” อยู่บนเนินอกและเต้านมทั้งสองข้างที่เปลือยเปล่า พร้อมคำว่า “อากง” อยู่บนฝ่ามือ เธอบอกว่า “Art project” ชิ้นนี้ อยากจะสื่อออกไปยังสังคมไทย ให้ถอดอคติส่วนตนออกไปจากจิตใจ และลองเปลือยใจเพื่อสำรวจถึงความมีมนุษยธรรมในฐานะเพื่อนมนุษย์ และตั้งคำถามดูว่าทำไมกรณีของ “อากง” จึงเกิดขึ้นได้ มันเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ไหม และมันมากเกินไปหรือเปล่า
       
“แทนที่จะหลบอยู่หลังตู้เย็น หลบอยู่หลังหน้าจอคอมพ์ อย่างน้อยเราก็ได้ทำอะไรซักอย่าง ที่จะก้าวข้ามความกลัวนั้นไป และส่งข้อความออกไปยังสังคม...ให้สังคมไทยนั้นก้าวพ้นความกลัวไปด้วยกัน” นักเขียนดอกทองกล่าว และว่า “งานชิ้นนี้ เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ใช้ร่างกายประท้วงต่อความไม่เป็นธรรมใน สังคม ซึ่งการกล้าเปิดกาย-ใจ และการกล้าเปิดเผยตัวตนนี่เอง ที่เป็นการเผชิญหน้าและเอาชนะความกลัวได้อย่างแท้จริง”
       
งานนี้เธอ “ถอดผ้า” แต่สาบานได้ว่าเธอเองก็ไม่ได้ “ถอดอคติ” ส่วนตนออกไปจากจิตใจ เหมือนที่พร่ำบอกต่อสังคมไทยอยู่ในขณะนี้
       
นั่นล่ะคือ “คำ ผกา” ที่ภาษาเหนือแปลว่า “ดอกทอง” หญิงสาวที่เติบโตมาจากบ้านสันคะยอม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เรียนจบปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อด้วยปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ที่ซึ่งทำให้เธอเริ่มมีคอลัมน์แรก “จดหมายจากเกียวโต” ตีพิมพ์ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ โดยใช้นามปากกาว่า ฮิมิโตะ ณ เกียวโต แต่ที่สร้างชื่อให้เธอก็คือคอลัมน์ “กระทู้ดอกทอง” โดย คำ ผกา
       
ต่อจากนั้นหญิงสาวก็สร้างเรื่องอื้อฉาวเพื่อส่งให้ตัวเอง “ร้อนแรง” ขึ้นเรื่อยๆ จากการ “เปลื้องผ้า” ขึ้นหน้าปกนิตยสาร GM เพราะต้องการบอกว่า “การแก้ผ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผู้หญิง” และเธอยังมีงานเขียนในนิตยสารอีกหลายฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่เธอจะสื่อสารกับคนอ่านด้วยเรื่อง “เซ็กซ์” รวมถึงเรื่องดอกทองที่มีประเด็นทางสังคม-การเมือง และที่ร้อนแรงที่สุดเห็นจะเป็นคอลัมน์วิพากษ์วิจารณ์สังคม-การเมืองใน หนังสือ “มติชนสุดสัปดาห์” ที่เรียกทั้งเสียงชมและเสียงด่าไม่แพ้กัน ล่าสุด, ด้วยบทบาทการเป็นเทพีของคนเสื้อแดง ด้วยการชูธงไพร่ต่อต้านอำมาตย์ “นักเขียนดอกทอง” คนนี้จึงได้รับการอุปการคุณให้เป็นพิธีกรรายการ “คิดเล่นเห็นต่างกับ คำผกา” ออกอากาศทาง “วอยซ์ทีวี” โดยเธอวิพากษ์วิจารณ์และด่าทอทุกผู้ทุกนามที่รู้สึกขวางหูขวางตา ยกเว้น “ทักษิณ” และครอบครัวชินวัตร ผู้มีอุปการคุณของเธอที่เป็น “คนเหนือ” ด้วยกัน
       
“แขก (ชื่อเล่น) เป็นคนไม่เที่ยวกลางคืนนะคะ ไม่โดยสิ้นเชิง เว้นแต่ไปดื่มกับเพื่อนเงียบๆ ... หากเราได้เจอคนที่เราอยากอยู่กับเขา และเขาอยากอยู่กับเรา อยู่ด้วยกันแล้วชีวิตรื่นรมย์ขึ้น ได้พึ่งพา เกื้อกูลกัน คุยกันสนุก มีเซ็กซ์ดีๆ ด้วยกัน ทำไมเราจะไม่อยากอยู่กับใครล่ะคะ?” นั่นคือส่วนหนึ่งใน “ไลฟ์สไตล์” ของเธอ
       
ส่วนเรื่องลับเฉพาะคนรู้ใจ “คำ ผกา” ที่สื่อหลายสำนักให้ข้อมูลตรงกันก็คือ “เวลาสื่อไปขอสัมภาษณ์ คำ ผกา จะคิดเงินอักษรละบาท” เอากะเธอสิ!
       
แต่บางคนบอกว่าอย่าด่วนสรุป หากยังไม่ได้คุยกับเธออย่างเปิดเปลื้อง...
       
**กูเบื่อมึง : บทความสะท้อนตัวตนของผู้หญิงเรยา
       
“อม... (อวัยวะเพศพระ) มาพูดก็ไม่เชื่อ” ! นั่นคือประโยคร้อนแรงของ “คำ ผกา” ในทวิตเตอร์ที่ทำเอาพระเณรสะดุ้งสะเทือนไปตามๆ กันเมื่อไม่นานมานี้
       
และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้เธอก้าวล่วงมาแล้วทั้งพระเถรเณรชี ไล่มาตั้งแต่ท่าน ว.วชิรเมธี พระไพศาล วิสาโล ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ลามปามไปจนถึง “ท่านพุทธทาส” แต่ด้วยเหตุที่ศิษยานุศิษย์ของท่านเหล่านั้นวางอุเบกขา จึงทำให้เธอยิ่งลามปามไปทั่วด้วยความคะนอง และถือเป็นโอกาสทำมาหากินในฐานะนักเขียนดอกทองของเธอเรื่อยมา
       
“ทำไมสังคมไทยถึงชอบให้พวกครู หมอ พระ เจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมมานั่งสอนศีลธรรมเหมือนเป็นเด็กอมมือ...
       
ฟ้าเป็นไพร่นะ... คนที่มันตื่นเต้นกับธรรมะ... อย่างกะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่แบบกาลิเลโอที่ค้นพบว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของ จักรวาล พวกเห่อธรรมะนี่เค้าเป็นกันอย่างนี้จริงๆ คำก็สติ สองคำก็รู้จักพอ สามคำก็ทุกข์ พอถึงคำที่สี่ก็ต้องเอ่ยคำนี้ออกมา "พุทธทาส" เป็นสูตรสำเร็จยังกะน้ำจิ้มสุกี้”
       
นั่นคือบางส่วนในบทความที่ชื่อว่า “กูเบื่อมึง” ของ “คำ ผกา” ในมติชนสุดสัปดาห์ ที่สมมติตนเองเป็น “เรยา” ตัวละครอื้อฉาวที่โด่งดัง
       
หรือเมื่อปี 53 ที่ คำ ผกา วิจารณ์ท่าน ว.วชิรเมธี ค่อนข้างแรงว่า...
       
“งานของท่าน ว.วชิรเมธี มันเป็นยากล่อมประสาท หลอกขายกันไปวันๆ ไม่ได้ทำให้คนตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม มันเป็นการเอาตัวรอดคนเดียว... แขก (ชื่อเล่น) เลยมองว่ามันเป็นการมอมเมาทางปัญญา สอนให้คนหลีกหนีปัญหา แล้วก็ทำให้มืดบอดต่อปัญหาของคนอื่นในสังคมด้วย คำพูดของ ว.วชิรเมธี มีอะไรที่ลึกซึ้งบ้าง ไม่มี แต่ทำไมคนถึงให้ความสำคัญ เพราะมันออกมาจากพระที่บอกว่าตัวเองอ่านพระไตรปิฎกเจนจบ เป็นศิษย์พุทธทาส”
       
หรืออีกครั้งที่เธอวิพากษ์วิจารณ์ท่าน ว.วชิรเมธี ว่า... “ดาราคนหนึ่งพูด กับ ว.วชิรเมธีพูด อะไรจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน ก็คือ ว.วชิรเมธีมีอิมแพกต์ต่อสังคมมากกว่า เพราะฉะนั้นคำพูดของ ว.วชิรเมธีจึงควรได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าคำพูดของดาราสักคนหนึ่ง พี่ไม่เข้าใจทำไม ว.วชิรเมธีบอกว่า “ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน” อันนี้เราก็ต้องเอาไปถกเถียงกันว่าพูดในบริบทไหน ในความหมายยังไง แล้วพูดบนฐานของปรัชญาแบบไหน พี่คิดว่ามันผิดฝาผิดตัว พี่คิดว่าแกมีปัญหาในทางตรรกะ ในทางการพูดเปรียบเทียบอะไรแบบนี้...”
       
นอกจากพระสงฆ์องคเจ้าแล้ว “คำ ผกา” ยังจับผู้หลักผู้ใหญ่และใครต่อใครในบ้านเมืองยัดเยียดให้เป็น “สลิ่ม” ไปเสียหมด ไม่เว้นแม้กระทั่ง “นายแพทย์ประเวศ วะสี” ราษฎรอาวุโส ที่เธอด่าทออย่างสาดเสียเทเสียมาแล้ว
       
“ที่ผิดปกติ และชวนหัวอย่างที่สามารถเป็น black comedy ได้อย่างสมบูรณ์แบบคือ ความคิดเห็นของ ประเวศ วะสี บุคคลผู้สั่งสมบารมีชื่อเสียงของตนมาจากการสร้างชื่อในฐานะของคนที่ต่อสู้ เพื่อโครงสร้างของสังคมที่เป็นธรรม บุคคลที่มีภาพของการเป็นคนดีมีศีลธรรม บุคคลที่เป็นเจ้ายุทธจักรของโครงการที่รณรงค์ให้คนเป็นคนซื่อ มือสะอาด เลิกเหล้า อดบุหรี่ มีศีล บุคคลผู้พร่ำเพ้อถึงสังคมอุดมคติ นิพพาน ปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ บุคคลที่รังเกียจทุนสามานย์ การคอร์รัปชั่นและความหื่นกระหายตะกละของนักการเมือง
       
“นี่คือทัศนะของบุคคลที่ชนชั้นกลาง มีการศึกษาจำนวนมากในสังคมไทยเคารพนบไหว้ว่าเป็นปูชนียบุคคล วิเศษวิโสเหลือประมาณ... นี่คือทัศนะของท่านว่า แรงงานไทยมีค่าแรงวันละ 150 บาทก็พอแล้ว ถ้าให้แรงงานมีที่พัก และอาหาร จากนั้นโปรดอยู่ในความสงบ เอ๊ย อยู่ในความพอเพียง
       
“พิโธ่เอ๋ย...อนิจจัง อนิจจา ท่านราษฎรอาวุโส นี่เป็นสิ่งที่ฉันหัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก อึ้งยิ่งกว่าอ่านเจอรายงานของคณะกรรมการสิทธิฯ เรื่องสลายการชุมนุม อึ้งเสียยิ่งกว่าปริศนาว่าด้วยเงิน 600 ล้านปฏิรูปประเทศ (แบบว่าทำใจไปแล้วว่าประชาชนได้ทำทานครั้งใหญ่ไป)...
       
“อีกหน่อยอาจเพิ่มแพ็กเกจใครเลิกเหล้าได้เด็ดขาดถึงจะมีของขวัญเป็น ค่าแรงเพิ่มให้เป็นพิเศษ ใครไปบวช ได้เพิ่มวันละห้าบาท ใครเลิกบุหรี่เอาไปเลยอีกคนละหกบาทขาดตัว ใครวิปัสสนาทุกวันเอาไปเล้ยยยค่าแรงฟรีวันละ 10 บาท ทำเช่นนี้ นิตยสารส่งเสริมความดี รายการคนค้นสัตว์ จะมาแย่งกันทำรายการสารคดีนายทุนดีมีคุณธรรมค้ำจุนโลก
       
“ท่านราษฎรอาวุโส ค่าแรงวันละ 150 บาท นั้นเท่ากับเดือนละ 4,500 บาท ฉันแค่อยากรู้ว่าหลานของท่านดื่มนมเดือนละกี่บาท? กินขนมเดือนละกี่บาท...
       
“สุดท้ายนี้ ฉันอยากจะบอกว่า ค่าแรงวันละ 150 บาทจากท่านนั้นเป็นความอำมหิต มันปิดไม่มิดจากหัวใจไร้ความเป็นธรรม ไร้ความปรานีจากคนที่เรียกตนเองว่าราษฎรอาวุโสที่เที่ยวป่าวประกาศว่าตนเอง รักความยุติธรรม ไม่อยากเห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมและอยากปฏิรูปโครงสร้างประเทศ”
       
เอากะเธอสิ!
       
และแม้แต่ “เช็ค-สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ” เจ้าของรายการ “คนค้นฅน” ก็ไม่ได้รับความปรานีจาก “เทพีของคนเสื้อแดง” ในประเด็นที่แรงแบบไม่จำกัดความถ่อย แต่ขอเอามานำเสนอแค่พองาม ในบทความเรื่อง “กูเบื่อมึง” ในมติชนสุดสัปดาห์ ที่ “คำ ผกา” สมมติตัวเองเป็น “เรยา” ความว่า...
       
“...กําลังกริ้วเรื่องพระ ตวัดสายตามาอ่านเจอบทสัมภาษณ์คนทำรายการ คน ค้น ฅน อาการกริ้วของฟ้าก็มากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ จากนั้นก็ลืมตัวอุทานว่า “ชิบหายแล้ว”...
       
“ฟ้าเป็นไพร่นะ แม่เป็นแม่ครัว พ่อเป็นยาม ก็ขอใช้ภาษาให้ตรงกับกำพืดของตนเอง อาการประมาณนี้คนในชนชั้นของฟ้าอยากจะเรียกว่า “เด็กเห่อห-มอย” ได้ไหม? …
       
“คนเราตายไปเอาอะไรไปไม่ได้ก็ถูก แล้วไง? มีอะไรตื่นเต้น? มีอะไรแปลก? ...แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้น ก่อนตายกูจะอยู่ยังไง (โว้ย?)?
       
“คุณคน ค้น ฅน... ถ้าฟ้าเจอหน้าคุณจังๆ จะขอถามนะว่า “ที่ออกมาพูดเรื่องธรรมะปาวๆ ที่ใบหน้ายังมียางเหลืออยู่บ้างหรือเปล่า? ยางอายน่ะ รู้จักไหม?...
       
แล้วในฐานะที่คุณก็ไปทำสารคดีเอาชีวิตคนจนมาค้าขายทางจอโทรทัศน์จน คุณชักจะมั่งคั่งขึ้นมากับเขาบ้าง คุณไม่เคยตั้งคำถามเลยหรือว่า ทำไมคนกลุ่มหนึ่งถึงขาดโอกาสและยากจน และทำไมคนอีกกลุ่มหนึ่งถึงสามารถสะสมความมั่งคั่งจากรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่น หนึ่งได้ไม่ขาดสาย
       
หรือคุณเชื่อว่านี่เป็นเรื่องบุญ เรื่องบาป เป็นเรื่องบุญทำกรรมแต่ง หรือคุณรู้ทุกอย่างแต่บิดเบือนเรื่องความยากจน และการขาดโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณะ ให้มันเป็นเรื่อง "ศักดิ์ศรี", "ความกตัญญู", "ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค" ฯลฯ เด็กๆ ขายปาท่องโก๋หาเงินมารักษาพ่อแม่ที่ป่วย แทนที่จะทำให้เราตั้งคำถามต่อระบบประกันสุขภาพ แต่สารคดีของพวกคุณหันไประบายสีที่ความกตัญญู ความน่ารักของเด็ก ความทรหดอดทนของเด็ก
       
“จากนั้นคนอย่างคุณก็หาเงินบริจาคเอาไปช่วยเด็ก - ถามหน่อยว่าเราจะแก้ปัญหาความยากจนด้วยการสงเคราะห์กันไปทีละครอบครัวสอง ครอบครัวอย่างนี้เรื่อยไปหรือ? ถามต่ออีกว่าใครได้ประโยชน์จากการสงเคราะห์อันนี้มากที่สุด ไม่ใช่ครอบครัวเด็กคนนั้น ไม่ใช่ปู่เย็น แต่เป็นคุณเจ้าของบริษัทผลิตรายการสารคดี ที่ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง (ในฐานะนักบุญ) ได้ทั้งภาพพจน์ของความเป็นคนดีมีคุณธรรม
       
“ฟ้าไม่โทษคุณหรอกนะ แต่โทษสังคมไทยสับปะรังเคที่มันหล่อหลอมให้พวกเรากลายเป็นคนที่เห็นความดี งามกันตื้นๆ ง่ายๆ ใครไปวัดก็ว่าดี ใครไม่กินเนื้อสัตว์ก็ว่าดี ใครบริจาคเงินเยอะๆ ก็ว่าดี ใครชอบอ้างชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ก็ว่าดี ใครพูดจาธรรมะธัมโมหน่อยก็ว่าดี ใครไปปฏิบัติธรรมก็ว่าดี ใครชอบหล่นคำว่า 'พุทธทาส' ออกมาบ่อยๆ ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่...
       
“ยาวเกินไปละ ขอตัวไปหาผัวใหม่ก่อนนะ
       
“ฟ้า (เรยา) ป.ล. กูเบื่อความ FAKE”
       
อย่างไรก็ตาม ถ้าสังเกตให้ดี โดยไม่จำเป็นต้องดูนมที่ “คำ ผกา” เอามาโชว์ ก็จะเห็นเจตนาของเธอที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์และปะทะกับเฉพาะผู้มีชื่อเสียง ในสังคม หรือคนในระดับที่เรียกว่า “เซเลบฯ” หรือไม่ก็ประเด็นใหญ่ๆ ที่เธอรู้ว่าเมื่อวิพากษ์วิจารณ์ด่าทอแล้วจะเกิดแรงกระเพื่อมในสังคม ส่งผลให้ตัวเธอโด่งดังขึ้นมา เหมือนกรณีที่เธอเปรียบเทียบ “นักศึกษาน้องใหม่” ที่ร่วมกิจกรรมรับน้องในมหาวิทยาลัย ด้วยการคล้องป้ายชื่อพร้อมรหัสนักศึกษา ว่าเป็นเหมือน “สัตว์ในฟาร์ม” และเหมือนกับที่เธอเข้าใจใน “เรยา” และท่าเต้นของ “จ๊ะ คันหู” เป็นพิเศษ นั่นแหละ
       
กรณี “คำ ผกา” ที่หลายคนยกให้เธอเป็น “นักเขียนที่ดอกทองที่สุดในประเทศไทย” และการที่เธอ “เปลือยนม” นั้น ก็ไม่ได้เป็นความผิดปกติเกินความคาดหมายของใครหลายคนที่รู้จักเธอเป็นอย่างดี หลายคนคิดอยู่แล้วสักวันหนึ่ง คำ ผกา ต้องลุกขึ้นมาแก้ผ้าโชว์ ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง เพื่อดูดดึงหรือหล่อเลี้ยงกระแสของตัวเองไว้ การเปิดเผย “นม จิ๋ม ตด” จึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาของเธอที่เลือก “จุดขาย” ของตัวเองไว้แบบนี้ อย่าไปถามถึงเรื่อง “ยางอาย” หรือการแคร์ความรู้สึกของสังคม เพราะมันคงไม่ได้อยู่ในสมองและสองนมของเธอนานแล้ว และนี่ก็ไม่ใช่ “ครั้งแรก” ของเธอที่แก้ผ้าต่อสาธารณะ
       
กรณีฝ่ามืออากง และการ “เปลือยนม” ของคำ ผกา หลายคนอาจดูเป็นการประท้วงที่ “เท่” เก๋ไก๋กลายเป็นแฟชั่นของพวกที่มีหัวคิดก้าวหน้า ก็ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาที่อยากเป็นคนมีหัวคิด “ก้าวหน้า” ตบเท้าเข้ากราบคารวะ “นม” คำ ผกา กันไปเถิด โดยเฉพาะคนที่อยากให้เรื่องนี้ลุกลามบานปลายกลายเป็นขบวนการรณรงค์ทางการ เมือง ก็สมควรที่จะเข้าไป “กราบสองเต้า” ของ คำ ผกา งามๆ โดยพลัน
 

ที่มา : ASTVผู้จัดการรายวัน 10 ธันวาคม 2554


blog comments powered by Disqus

เอกสารล่าสุดสำหรับดาวน์โหลด

ความคิดเห็น

ผู้ใข้งานขณะนี้

We have 33 guests online