ภาวะโภชนาการของเด็กไทย

 

อาหารคือ 1 ในปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ หากแต่การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ ไม่มากและไม่น้อยเกินไปนั้นยิ่งสำคัญกว่าเป็นไหนๆ ปัจจุบันวัฒนธรรมการบริโภคอาหารที่ผิดๆ ทำให้เด็กเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังวัยทำงานและวัยชราในอนาคต

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย ผู้จัดการศูนย์ประสานงานโครงการพัฒนาระบบและกลไกเพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัย กล่าวถึงสถานการณ์โภชนาการในปัจจุบันว่า สถานการณ์ปัจจุบันคนไทยมีสภาวะขาดสารอาหารและสภาวะโภชนาการเกิน ประเทศไทยประสบปัญหาโภชนาการเชิงซ้อนทั้งขาดและเกินในเวลาเดียวกัน

โรคขาดสารอาหารในประเทศไทยมักจะพบกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งในเด็กจะพบในลักษณะการเป็นโรคขาดไอโอดีน โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และการเจริญเติบโตของเด็กไม่เป็นไปตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น คือเด็กมีภาวะผอมและเตี้ย อ้วนและเตี้ย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการได้สารอาหารไม่ครบถ้วนเพียงพอ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็ก

สำหรับปัญหาภาวะโภชนาการในผู้ใหญ่นั่นคือ ภาวะโภชนาการเกินหรือโรคอ้วนเป็นส่วนมาก ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะภาวะโภชนาการเกินในผู้ใหญ่เริ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่เด็กก็ไม่แพ้กัน ซึ่งในเด็กก็มีภาวะโภชนาการเกินเช่นกัน

ภาวะโภชนาการเกินในเด็กคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะอยู่ระหว่าง 13-15% สำหรับเด็กอ้วนในระดับประถม ส่วนผู้ใหญ่อ้วนจะอยู่ระหว่าง 30-40% และจะพบผู้หญิงอ้วนมากกว่าผู้ชาย โดยวัดจากน้ำหนักเทียบกับส่วนสูง หาค่าดัชนีมวลกายและวัดจากรอบเอว ถ้าเป็นผู้หญิงรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตรก็จะถือว่าอ้วน ส่วนผู้ชายถ้าเกิน 90 เซนติเมตรก็ถือว่าอ้วนลงพุงเช่นกัน

ความอ้วนที่แตกต่างระหว่างเพศคือผู้หญิงจะอ้วนง่ายกว่าผู้ชาย เกิดจากสรีระที่ต่างกันด้วย โดยมีปัจจัยต่างๆ ทั้งกรรมพันธุ์ที่ผู้หญิงจะเกิดการสะสม fat ได้มากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจะกินจุบจิบมากกว่าผู้ชาย และผู้หญิงจะเคลื่อนไหวร่างกายน้อยกว่าผู้ชาย เพราะผู้ชายมักจะกระโดดโลดเต้น ทำงานที่ใช้แรงงานค่อนข้างมากกว่า

เหตุใดคนไทยจึงเกิดภาวะขาดสารอาหารและโภชนาการเกินเยอะ เหตุผลก็คือเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง คนที่ขาดสารอาหารคือคนที่กินไม่พอ ไม่ได้คำนึงถึงสารอาหารที่กินเข้าไป คนที่กินเกินคือคนที่กินอาหารมากจนเกินไป ทานอาหารจำพวกแป้งและไขมันและน้ำตาลมาก กินจุบจิบไม่เป็นเวลา กินผักผลไม้น้อย และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยอ้วน

อีกทั้งการเคลื่อนไหวร่างกายที่น้อยลงทำงานอยู่ในออฟฟิศ ไม่ค่อยได้ออกไปใช้แรงงานสักเท่าไหร่ ส่วนเด็กก็ไม่ได้ออกไปออกกำลังกายมัวแต่เล่นเกม ดูโทรทัศน์ เล่นคอมพิวเตอร์ และเกิดจากอิทธิพลอาหารต่างชาติที่ไหลทะลักเข้ามาในประเทศไทย

"ฟาสต์ฟู้ดทั้งหลายก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือการกินอาหารไทยที่ผิดไปจากในครั้งอดีต อดีตเรามักจะกิน ต้ม ย่าง ยำ อบ นึ่ง แต่วันนี้คนไทยกินอาหารประเภทผัดกับทอดเยอะมาก การกินอาหารทอดและผัดซึ่งใช้น้ำมันเยอะทำให้อ้วน

สังเกตจากตัวเราเองที่มักจะทานข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ โอกาสที่จะได้กินแกงอ่อม แกงจืด ต้มยำ เหล่านี้จะน้อยมาก นี่คืออาหารไทยที่เพี้ยนไปทำให้เกิดโรคอ้วน อย่าไปโทษแต่ฟาสต์ฟู้ดของตะวันตก อีกอย่างคือการหันไปดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่ากินขนมหวานเป็นอาหารว่างแทนผลไม้"

พฤติกรรมคนไทยแบบที่กล่าวมาข้างต้นจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากวิถีชีวิตของคนมักง่าย ไม่ปรุงอาหารทานเอง ทานอาหารนอกบ้าน และมักจะทานที่เรียบง่ายและมีรสชาติอร่อย อาหารอร่อยก็มักจะเป็นอาหารที่ทอดและผัด

ที่สำคัญคือชีวิตเร่งรีบจะทำให้เราทานอะไรก็ได้ที่สะดวก อย่างอาหารปรุงสำเร็จ อาหารสำเร็จรูป โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งนิยมกันมาก วันหนึ่งมีจำนวน 8-9 ล้านซองต่อวัน แล้วก็เอามาต้มหรือลวกน้ำร้อนแล้วกิน การกินแบบนี้คุณค่าทางโภชนาการจะได้เฉพาะคาร์โบไฮเดรต ส่วนวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนนั้นแทบจะไม่ได้เลย เพราะไม่ได้ใส่ผักและเนื้อสัตว์ พอเราทานแป้งเยอะก็มีแต่อ้วนอย่างเดียว

การกินแบบเร่งรีบก็เช่นกัน ถ้าเด็กที่ผู้ปกครองไม่มีเวลาปรุงอาหารให้ทานเองที่บ้าน ตื่นเช้ามาจะไปโรงเรียน ผู้ปกครองก็เอาข้าวเหนียวไก่ทอด ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวมันไก่ให้ทานโดยไม่ได้สัมผัสผักเลย นั่นคือวิถีชีวิตคนไทยที่เปลี่ยนไปโดยมีแนวโน้มที่สูงขึ้น

อาหารขยะและขนมขบเคี้ยวก็เป็นส่วนสำคัญ อิทธิพลของการโฆษณาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กกินอาหารขยะมากขึ้น และอาหารขยะมักจะมุ่งถึงความอร่อยมากกว่าเน้นคุณค่าอาหาร อาหารอร่อยมักจะมีรสหวานซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ชอบอยู่แล้ว

อีกทั้งหลายชนิดยังมีรสเค็ม หลายๆ คนก็เลยชอบเพราะรสจัด ที่สำคัญอาหารขยะมีสารอาหารไม่ครบถ้วน เวลาทานเข้าไปก็จะเกิดภาวะพร่อง เพราะแร่ธาตุไม่มีในอาหารขยะ ขนมกรุบกรอบก็เช่นกัน

ปีใหม่แล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องหันมาใส่ใจในอาหารการกินให้กับลูก การดูแลลูกให้ฉลาดแข็งแรงและมีภาวะโภชนาการที่ดีนั้น อาหารว่างก็เป็นเรื่องหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจขนมที่เด็กไทยกินอยู่ทุกวันนี้ใน 100 ถุงจะมีขนมที่ดีไม่เกิน 10 ถุงอีก 90 ถุงนั้นเป็นขนมที่ไม่ดีต่อสุขภาพคือมีน้ำตาลสูง แป้งมาก ไขมันสูง และมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ

ถ้าเด็กกินขนมมากก็จะเกิดโรคอ้วนเพราะได้รับแป้งมาก แต่จะขาดสารอาหาร เพราะได้แต่ไขมันและแป้ง ไม่ได้วิตามินและแร่ธาตุ เด็กก็จะเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ฉะนั้นเด็กอ้วนไม่ใช่เด็กที่สมบูรณ์แข็งแรง

แนวทางการแก้ไขนั้น ผู้ปกครองควรสอนให้ลูกกินขนมให้เป็น ไม่ห้ามให้เขาไม่กินขนมเลย แต่ต้องสอนให้กินให้เป็น สอนให้เขาอ่านฉลากว่าขนมยี่ห้อไหนมีน้ำตาลและไขมันสูงก็หลีกเลี่ยง อย่าให้เด็กกินขนมเกินวันละ 2 ซอง ซึ่งในปัจจุบันเด็กไทยกินขนม 6 ซองต่อวัน

นี่คือสิ่งที่น่าห่วงใย ต้องพยายามฝึกให้ลูกกินผลไม้แทนขนมหวาน และหาขนมไทยที่ไม่หวานจัดมาให้ลูกกิน การกินที่มากเกินหรือการกินที่ไม่ถูกต้องนั้นย่อมตามมาด้วยผลพวงจากแป้ง ไขมันและน้ำตาล นั่นก็คือโรคอ้วนที่เกิดจากภาวะโภชนาการเกินของเด็ก

เด็กอ้วนจะมีปัญหาหลายอย่าง อย่างแรกที่เห็นเลยคือเรื่องสุขภาพจิตเด็กอ้วนจะถูกเพื่อนล้อเป็นปมด้อย เด็กจะเป็นคนขี้อาย เด็กอ้วนจะมีผลการเรียนที่ไม่ดีเท่าเด็กปกติที่ไม่อ้วน เพราะเด็กอ้วนสมาธิจะวนเวียนอยู่กับความหิวและอาหาร สมาธิเขาจะอยู่กับการกิน สมาธิในการเรียนเลยไม่ดีเท่าที่ควร

อีกอย่างคือ เด็กอ้วนจะง่วงนอนตลอดเวลา เคลื่อนไหวช้าไม่ค่อยขยันอ่านหนังสือเท่าไหร่ และสุดท้ายเด็กจะเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากกว่าเด็กปกติ

เมื่อเจาะเลือดเด็กอ้วนอายุต่ำกว่า15 ปีพบว่า เด็กมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเกินปกติในอัตราที่สูงมาก และพบเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ซึ่งปกติมักจะเจอในผู้ใหญ่ จึงถือเป็นเรื่องน่ากลัวมาก

เด็กเล็กที่อ้วนถ้ายังไม่ควบคุมน้ำหนักก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่อ้วนร้อยละ 30 และถ้าปล่อยให้อ้วนไปจนถึงมหาวิทยาลัยจะกลายเป็นผู้ใหญ่อ้วนร้อยละ 80 ผลคือลดไม่ลง ซึ่งยิ่งโตก็ยิ่งลดยาก และโรคต่างๆ จึงตามมา ฉะนั้นควรป้องกันก่อนตอนนี้

อีกเรื่องคือเด็กที่อ้วนจะขาโก่งเพราะน้ำหนักไปกดทับกระดูกทำให้ขางอโค้ง และจะมีปัญหาข้อเข่าด้วยเมื่อโตขึ้นเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่จะต้องใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ที่มาจากการโภชนาการเกิน ซึ่งตอนเด็กอาจจะยังไม่ได้เสียค่ารักษาพยาบาลเท่าไหร่ เพราะเด็กจะสามารถเอาพลังงานไปเผาผลาญได้มากกว่าผู้ใหญ่ และไม่ค่อยได้เก็บไว้เหมือนผู้ใหญ่

แต่ผลพวงที่เกิดจากเด็กอ้วนส่งผลต่อสังคมคนชราในอนาคต โดยอนาคตสังคมชราจะเป็นปัญหาที่หนักจากเด็กตอนนี้ที่อ้วน คุณภาพชีวิตในอนาคตจะด้อยลง ประเทศไทยจะเต็มไปด้วยคนที่อ้วนและคนที่เจ็บป่วย ค่าดูและรักษามหาศาล ถ้าเรายังไม่ตัดตอนปัญหาโรคอ้วนตั้งแต่ปัจจุบันนี้

อีกหนึ่งปัจจัยก็คือการพัฒนาประเทศที่มองฟาสต์ฟู้ดทั้งหลายก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือการกินอาหารไทยที่ผิดไปจากในครั้งอดีต อดีตเรามักจะกิน ต้ม ย่าง ยำ อบ นึ่ง แต่วันนี้คนไทยกินอาหารประเภทผัดกับทอดเยอะมาก การกินอาหารทอดและผัดซึ่งใช้น้ำมันเยอะทำให้อ้วน

แต่เศรษฐกิจ สังคม มากกว่าคุณภาพชีวิต ที่นับวันยิ่งจะเลยเถิดกันไปใหญ่ คนไทยจะอ้วนขึ้นอย่างน่าตกใจ พฤติกรรมการกินก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสนิยม อิทธิพลการกินอาหารเกาหลี ญี่ปุ่น ก็จะตามมา อาหารไทยก็จะหลุดลอยออกไปจากชีวิตคนไทย ลูกหลานเราในอนาคตอีกประมาณ 30 ปีคงจะกินน้ำพริกกะปิ แกงส้ม หรือขนมจีนไม่เป็น เพราะจะมีกิมจิ สุกียากี้เข้ามาทดแทน ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วงมากเมื่อเป็นอย่างนี้จึงทำให้คนไทยอ้วนมากขึ้น

แต่มันไม่ได้จบแค่อ้วนเท่านั้น คนที่อ้วนจะมีโรคตามมาสารพัดโรค เราเรียกว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคความดัน เบาหวาน หัวใจขาดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ ไขมันในเลือดสูง และอื่นๆอีกมากมาย เราจะสูญเสียเงินทองในการรักษาพยาบาลให้กับคนเหล่านี้ รัฐบาลก็จะเสียภาษีไปสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม ไปจ้างหมอและพยาบาลมาดูแล

"ในที่สุดเงินทองก็จะหมดไปกับการรักษาโรคเหล่านี้ สูญเสียเศรษฐกิจมากมาย เป็นความหายนะที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ ในอนาคตจึงถือเป็นเรื่องที่น่าห่วง"

อาจารย์สง่ายังแนะนำการกินอาหารในปีใหม่นี้ว่า อยากให้คนไทยและเด็กไทยหันมาใส่ใจการกินอาหารให้ถูกหลักมากขึ้น ให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และกินให้หลากหลาย

การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมู่แรกคือ โปรตีนอย่างเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง และนม หมู่ที่ 2 คือ คาร์โบไฮเดรต ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน หมู่ที่ 3 คือ พืชผักต่างๆ จะให้วิตามินแร่

ธาตุ หมู่ที่ 4 คือ ผลไม้ หมู่นี้ก็จะให้วิตามินและแร่ธาตุเหมือนกัน หมู่ที่ 5 คือ ไขมันจากพืชและสัตว์ ทั้ง 5 หมู่นี้จะให้สารอาหาร 5 ตัวคือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ และไขมัน ซึ่งร่างกายเราขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว ถ้าเรากินไม่ครบร่างกายก็จะอ่อนแอ ในที่สุดความเจ็บป่วยก็จะตามมา

แต่ในทางกลับกัน ถ้าเรากินหมู่ใดหมู่หนึ่งมากจนเกินไป เช่น ไปกินไขมัน แป้งและน้ำตาลมากจนเกินไป จะทำให้เราอ้วน อาหารที่จะยกตัวอย่างการทานให้ครบ 5 หมู่ เช่น ก๋วยเตี๋ยว 1 จาน และส้ม 1 ลูก ครบ 5 หมู่ หรือจะทานเมนูสิ้นคิดอย่างกะเพราไก่ไข่ดาว แล้วต่อด้วยกล้วย 1 ลูก แต่กะเพราต้องมีผักอย่างแครอทหรือถั่วฝักยาวด้วย

นอกจากนี้ อาจารย์สง่ายังบอกเคล็ด (ไม่) ลับในการทานอาหารตามรหัส 661 ซึ่งเป็นรหัสลับที่ออกมาบอกว่าไม่อยากให้คนไทยกินหวาน มัน และเค็มจัด

"รหัส 661 คือ ใน 1 วันอย่ากินน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา และเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา ซึ่งปัจจุบันคนไทยกินน้ำตาลวันละ 30 ช้อนชา น้ำมัน 12 ช้อนชา เกลือ 4 ช้อนชา มันเกินมาหมดเลย เราจึงต้องลดตัวเลขให้เหลือ 661"

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากินไม่เกินสูตร 661 สังเกตได้จากการที่เรากินอาหารหวานจัด มันจัดและเค็มจัดหรือไม่ ก็ยกตัวอย่างเช่น ชอบกินขนมหวาน น้ำอัดลม ผลไม้รสหวานและขนมหวานเป็นประจำ หรือชอบเติมน้ำตาลในก๋วยเตี๋ยว ก็แสดงว่าคนคนนั้นทานหวานเกิน 6 ช้อนชาแล้ว เพราะในน้ำอัดลมมีน้ำตาลทรายละลายอยู่ถึง 15 ช้อนชา

การชอบทานของมันก็เช่นกัน ถ้าชอบทานข้าวขาหมู หอยทอด ผัดไทย นั่นก็เห็นชัดแล้วว่าคุณทานน้ำมันเกินความจำเป็น การกินผัดซีอิ๊วใส่ไข่จะได้น้ำมัน 3 ช้อนชา ข้าวคะน้าหมูกรอบหรือข้าวไข่เจียวจะได้น้ำมัน 4 ช้อนชา หอยทอดใส่ไข่จะได้น้ำมัน 6 ช้อนชา

หรือการทานเกลือเกิน 1 ช้อนชาก็ดูได้จากกินข้าวคำน้ำปลาคำ หรือต้องมีพริกน้ำปลาตลอดเวลา เติมน้ำปลาในก๋วยเตี๋ยวทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ชิม นั่นก็แสดงว่าคนนั้นเป็นคนกินเค็ม และจะได้เกลือมากกว่า 1 ช้อนชาแน่นอน เช่น ไข่เค็ม 1 ฟองได้เกลือ 3 ช้อนชา ยำผักกาดดองได้เกลือ 4 ช้อนชา

"อีกหนึ่งรหัสที่ในปีใหม่นี้อยากให้คนไทยกินตามหลัก 211 ซึ่งเป็นการแบ่งสัดส่วนการทานอาหารใน 1 จานโดยอาหารที่เราจะทาน 1 จานนั้นให้แบ่งเป็น 4 ส่วน เป็นข้าว 1 ส่วนเนื้อสัตว์ 1 ส่วน และผัก 2 ส่วน เหมือนกับสโลแกนผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่งกินแบบนี้เป็นประจำชีวิตคุณจะดีมากๆ"

ถ้ายังกินอาหารไม่ได้สัดส่วนและไม่ออกกำลังกาย คนเหล่านั้นจะเป็นโรคเบาหวาน ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต และเป็นปัญหาของสังคม

ในฐานะที่เป็นนักโภชนาการ อาจารย์สง่าจึงอยากให้รัฐบาลมีนโยบายในเรื่องอาหารและโภชนาการอย่างจริงจัง ให้สามารถบรรจุเข้าเป็นวาระแห่งชาติให้ได้ ทั้งเรื่องโรคอ้วน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พฤติกรรมสุขภาพและเรื่องโภชนาการซึ่งอยากให้มีการเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และให้มีองค์กรและหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างจริงจัง

ประเด็นที่จะเป็นนโยบายสาธารณะในเรื่องของชาติอยากจะให้มองไปถึงเรื่องการควบคุมดูแลหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องของการควบคุมอุตสาหกรรมอาหารที่ผิดอย่างพวก อาหารขยะและอาหารด้อยคุณค่าทั้งหลาย ให้ควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยใช้มาตรการทางกฎหมาย อาหารที่มีน้ำตาล ไขมันและเกลือสูงให้เก็บภาษีแพงๆ ในทางตรงกันข้ามก็ลดภาษีให้บริษัทที่ทำอาหารที่มีประโยชน์

การส่งเสริมอุตสาหกรรมให้มีการผลิตอาหารที่ดีๆ ออกมาสู่ตลาดให้มากขึ้น และออกมารณรงค์ส่งเสริมพฤติกรรมการกินอาหารของคนไทยโดยเฉพาะในเด็กอย่างจริงจัง ให้กินผักมากขึ้น ลดการกินหวาน มัน เค็ม โดยเข้าไปในชุมชนไปในศูนย์เด็กเล็ก ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐ กระโดดเข้ามาดูแลเรื่องโภชนาการให้มากกว่านี้อย่าเป็นภาระให้กับสังคม

อาจารย์สง่ายังบอกอีกว่า ในปีใหม่นี้ถ้าทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทำตามที่กล่าวมาได้นั้น สุขภาพของทุกๆ คนจะดีมาก แต่ถ้าพฤติกรรมการกินคนไทยยังไม่เปลี่ยน การเจ็บป่วยของคนไทยจะเพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้อายุของคนไทยอาจจะไม่สั้นลงเพราะด้วยวิทยาการทางการแพทย์ แต่รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณในการดูแลผู้ป่วยสูงขึ้น อัตราคนพิการก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย.

 

 

ที่มา: ไทยโพสต์ (Th) Monday, December 31, 2012


blog comments powered by Disqus

เอกสารล่าสุดสำหรับดาวน์โหลด

ความคิดเห็น

ผู้ใข้งานขณะนี้

We have 29 guests online