|
เหตุม็อบเสื้อแดง 8-14 เม.ย. ผลการศึกษาพบ
ฟรีทีวีเน้นความรุนแรง ภาพปะทะ ชงคู่ขัดแย้ง
โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง “ฟรีทีวีกับการรายงานข่าว การชุมนุมทางการเมือง ระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน 2552” ในการประชุมใหญ่วิชาการวิชาชีพสื่อสารมวลชนระดับชาติ เมื่อวันที่ 16 - 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา
นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อฯ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน ที่ผ่านมา พบว่า สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีให้พื้นที่สัดส่วนข่าวการชุมนุมแตกต่างกัน เฉลี่ยสูงสุดคือ สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย รองลงมาคือสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) ตามด้วยช่อง 9 ช่อง 3 ช่อง7 และช่อง 5
ขณะที่คุณภาพเนื้อหาข่าวพบว่า
สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุม ใน 2
ระดับ คือ เป็นข่าวหลักที่มีความสำคัญของวันนั้น ซึ่งพบว่า
ทุกสถานีนำเสนอข่าวชุมนุมในทุกช่วงของรายการข่าวตามผังปกติ
ในลักษณะเกาะติด เพื่อทันสถานการณ์ความคืบหน้าเป็นระยะ
และรายการพิเศษเกาะติดสถานการณ์ชุมนุม ซึ่งมีเพียง 2 สถานีคือ สทท.
และทีวีไทย
ด้านประเด็นข่าว พบว่า
โดยภาพรวมทุกสถานีรายงานข่าวการชุมนุมในลักษณะเป็นข่าวเหตุการณ์
รายงานบรรยากาศ สถานการณ์ความคืบหน้าของการชุมนุม ตามเหตุการณ์รายวัน
ในเวลาสั้นๆ ขาดการรายงานข่าวเชิงลึก ข่าวเชิงวิเคราะห์ ข่าวเชิงตีความ
การรายงานใช้ผู้สื่อข่าวประจำตามจุดสำคัญของการชุมนุม
เน้นข่าวที่มีการใช้ความรุนแรง เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ
และกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเน้นรายงาน-สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ
การท่องเที่ยวเป็นหลัก ขาดผลกระทบทางการเมือง สังคม วัฒนธรรม
ด้านแหล่งข่าวของการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุม
พบการใช้ข้อมูลจากตัวเหตุการณ์-บรรยากาศและสถานการณ์การชุมนุมเป็นหลัก
โดยผู้สื่อข่าวจะรายงานบรรยากาศ สถานการณ์ ความคืบหน้า ณ จุดชุมนุมต่างๆ
มีแหล่งข่าวในลักษณะคู่ตรงกันข้าม 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายผู้ชุมนุม
และเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นลักษณะการรายงาน “ท่าที-สถานการณ์ของแต่ละฝ่าย”
ขณะที่นักวิชาการ ประชาชน นักประชาสังคม หรือผู้มีความคิดเห็นฝ่ายอื่นๆ
ค่อนข้างปรากฏน้อย
ด้านความสมดุล และความเป็นธรรม ในมิติของเนื้อหา
ช่วงแรกฝ่ายผู้ชุมนุมสามารถยึดครองพื้นที่ข่าวได้มากกว่า
แต่หลังจากการประกาศพรก. ฉุกเฉิน ฝ่ายรัฐบาลจะมีพื้นที่ประเด็นข่าวมากกว่า
ขณะที่ภาพข่าวส่วนมากเป็นภาพเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช.
และความรุนแรงจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายคือรัฐและกลุ่มผู้ชุมนุม
ขณะที่ในมิติเสียงของแหล่งข่าวพบว่า
ทุกช่องให้พื้นที่เสียงฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่าย นปช.
มีความสมดุลของข่าวในระดับ 2 ด้าน คือ ฝ่ายรัฐบาลและฝ่าย นปช.
กลุ่มผู้ชุมนุม แต่ค่อนข้างขาดฝ่ายที่ 3 คือ ประชาชน นักวิชาการ
ตัวแทนจากกลุ่มอาชีพอื่นๆ ยกเว้นช่องทีวีไทยที่ให้พื้นที่ฝ่ายที่ 3
สูงกว่าฝ่ายอื่น
ด้านความเป็นกลางและการตั้งคำถามของผู้สื่อข่าว
พบว่านักข่าว/ผู้สื่อข่าวส่วนมากใช้ภาษาได้เป็นกลาง
มีความระมัดระวังต่อการใช้คำพูดในการตั้งคำถามแก่แหล่งข่าว
นอกจากนี้พบการเล่าข่าว ในบางรายการที่มีลักษณะสอดแทรกความคิดเห็นลงไปบ้าง
ต่อผลการศึกษาดังกล่าว รศ.ดร.พีระ จิรโสภณ นักวิชาการอิสระ อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว
ว่า วิธีการทำข่าวแบบจับคู่ความขัดแย้งนั้นต้องพิจารณาให้ดี
เพราะปัญหาความขัดแย้งของสังคมไม่เหมือนเรื่องบนเวทีมวยที่มีเพียงฝ่ายแดง
และน้ำเงินเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ
ขณะเดียวกันก็ตั้งข้อสังเกตว่า
จากเหตุการณ์ที่ผ่านมานอกจากเสียงของฝ่ายที่สามมีน้อยแล้ว
ในจำนวนที่มีอยู่ยังเป็นนักวิชาการจากส่วนกลางเท่านั้น
“เหตุการณ์ที่ผ่านมาพบว่า เสียงของนักวิชาการในส่วนภูมิภาคหายไป
รายงานข่าวกลายเป็นเรื่องรัฐใช้ความรุนแรงหรือไม่
ทหารใช้กระสุนจริงหรือปลอม ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
สื่อต้องเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าว และต้องรายงานข่าวไปตามข้อเท็จจริง
รอบด้าน ไม่ปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด” รศ.ดร.พีระ กล่าว
นายธีระพล อันมัย สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าว
ว่า สื่อทำหน้าที่เพียงแค่รายงานข่าวไม่ต่างจากอาชญากรรม
สื่อสนใจเพียงแค่เหตุการณ์ความรุนแรง
แต่ไม่ได้บอกสังคมว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมคนเสื้อแดงจึงมาชุมนุม
ในขณะที่ผู้ชุมนุมจำนวนมากอยู่ในความสงบ
แต่มีกลุ่มหนึ่งออกมาสร้างความวุ่นวาย
สื่อเลือกที่จะโฟกัสเฉพาะภาพความรุนแรงเท่านั้น เสียงที่หายไปคืออะไร
ภาพที่หายไปคืออะไร เป็นคำถามที่ต้องตอบให้ได้
คนอีสานดูข่าวแล้วรู้สึกแย่เพราะเขาถูกนำเสนอด้วยตัวแทนของภาพความรุนแรง
ทั้งที่คนจำนวนมากมาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
“สื่อลืมเหตุการณ์พฤษภาฯ
ทมิฬที่ตัวเองยืนอยู่ข้างประชาชนแล้วรายงานสิ่งที่รัฐ
หรือทหารทำกับประชาชน
แต่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสื่อเลือกที่จะไปยืนอยู่ฝ่ายทหารแล้วหันมุมกล้อง
ไปในทิศทางเดียวกันกับกระบอกปืน
กรณีที่สื่อบอกว่า
กลุ่มเสื้อแดงไม่รับรองความปลอดภัยจึงออกจากที่ชุมนุมแล้วรายงานเรื่องราว
ของเสื้อแดงน้อยลงนั้น ต้องถามกลับไปว่า
ในเมื่อสื่อทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาแล้วยังต้องกลัวอะไร
คุณกลัวชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ
แล้วเลือกไปยืนอยู่ข้างหลังทหารเพราะเชื่อว่าปลอดภัยหรือ
นั่นแสดงว่าคุณเชื่อว่าอยู่กับชาวบ้านไม่ปลอดภัยตั้งแต่แรก
สื่อเลือกโฟกัสไปที่ความรุนแรง
แต่ไม่ได้โฟกัสไปที่หัวใจของคนอีกจำนวนมากที่มาด้วยเจตนาบริสุทธิ์” นายธีระพล กล่าว
นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพื้นที่ข่าวของ นปช. และรัฐบาลว่า
ช่วงก่อนเหตุการณ์รุนแรงนั้น พื้นที่ข่าวของ นปช. มากกว่า
แต่หลังจากประกาศ พรก.ฉุกเฉิน
รัฐบาลสามารถชิงพื้นที่ข่าวในโทรทัศน์ได้มากกว่า
ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวแม้ไม่พบข้อมูลว่าเกิดจากการแทรกของรัฐ
โดยรัฐเพียงแต่บอกว่าขอความร่วมมือ
แต่จากประสบการณ์ของคนที่เป็นผู้บริหารโทรทัศน์นั้น
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มักจะมีความระมัดระวังในการรายงานข่าวเป็นพิเศษ
“การรายงานข่าวของสื่อนั้น
หากพิจารณาแล้วพบว่าเรื่องใดเป็นความจริงหรือมีข้อมูลที่น่าสนใจ
ก็มีโอกาสที่จะรายงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากกว่าอยู่แล้ว
อีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญคือ ตัวผู้ชุมนุมเองที่ออกมาประกาศว่า
ไม่รับรองความปลอดภัยกับสื่อมวลชน
ก็เลยทำให้สื่อมวลชนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้
แม้ในช่วงหลังจะมีแกนนำ นปช. ขอให้สมาคมนักข่าวฯ
ส่งผู้สื่อข่าวลงไปในพื้นที่ชุมนุม
แต่ในเวลานั้นสื่อไม่มีใครกล้าเข้าไปแล้ว”
สำหรับกรณีการนำเสนอภาพความรุนแรงนั้น นายประสงค์ กล่าวว่า
เป็นธรรมชาติของสื่อที่ต้องนำเสนอภาพเหตุการณ์รุนแรง ความขัดแย้ง
เพราะคนชอบดูสิ่งเหล่านี้ ซึ่งอธิบายได้ด้วยทฤษฎีจิตวิทยามวลชน
แต่การรายงานข่าวต้องอธิบายที่มาที่ไป
หรือส่วนลึกของเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างไร
ส่วนกรณีการรายงานข่าวโดยจับคู่ความขัดแย้งนั้น นายประสงค์ กล่าว
ว่า สาเหตุที่ไม่ปรากฏส่วนของนักวิชาการ
หรือบุคคลที่สามในการรายงานข่าวนั้น
เนื่องจากสื่อไม่ได้มีนักวิชาการให้เลือกมากนัก
เพราะนักวิชาการหลายท่านต่างมีความคิดทางการเมืองเป็นของตัวเอง
และตนรู้สึกว่านักวิชาการเหล่านั้นเอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
การสัมภาษณ์บุคคลที่ไม่ได้มีความเป็นกลาง
รวมถึงประชาชนที่ไม่ได้มีบทบาทในสถานการณ์จึงไม่เกิดประโยชน์มากนัก
นายประสงค์ กล่าวอีกว่า
ในสถานการณ์ดังกล่าวสื่อโทรทัศน์ตอบสนองช้าไปในเรื่องของการรายงานเหตุการณ์
รุนแรง และไม่ได้ให้พื้นที่มากพอ
ซึ่งเข้าใจได้ว่าการปรับผังรายการเพื่อเกาะติดสถานการณ์นั้น
ไม่ได้เป็นเรื่องของกอง บก.ข่าว เพียงฝ่ายเดียว
แต่เป็นเรื่องของเจ้าของสถานีโทรทัศน์ ฝ่ายรายการ ที่จะมาตัดสินใจร่วมกัน
อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นวันหยุดยาว และคาดว่าเหตุการณ์จะสงบแล้ว
ทำให้นักข่าวหรือบุคลากรด้านสื่อหายไปกว่าครึ่ง
การรายงานข่าวเกาะติดสถานการณ์จึงยังไม่ดีพอ
สังเกตได้จากนักข่าวยังตื่นเต้นขณะรายงานข่าว
“นักข่าวต้องหัดตั้งคำถาม ไม่ใช่ปล่อยให้แหล่งข่าวพูดอะไรก็ได้
สื่อต้องทำหน้าที่นายประตูข่าวสาร
ไม่ใช่นายไปรษณีย์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลอะไรมาแล้วก็เสนอออกมา
ขณะเดียวกันประชาชนต้องดูข่าวด้วยความระมัดระวัง ใช้วิจารณญาณของตัวเอง
และรับชมข่าวให้หลากหลายมากขึ้น” นายประสงค์ กล่าว
คลิกอ่านบทคัดย่อ หรือ รายงานฉบับย่อ
|