ฟรีทีวีกับการชุมนุม 8-14 เมษาฯ PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย Webmaster   
ศุกร์, 22 พฤษภาคม 2009

เหตุม็อบเสื้อแดง 8-14 เม.ย. ผลการศึกษาพบ
ฟรีทีวีเน้นความรุนแรง ภาพปะทะ ชงคู่ขัดแย้ง

โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง “ฟรีทีวีกับการรายงานข่าว การชุมนุมทางการเมือง ระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน 2552” ในการประชุมใหญ่วิชาการวิชาชีพสื่อสารมวลชนระดับชาติ เมื่อวันที่ 16 - 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา

นายธาม  เชื้อสถาปนศิริ  ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อฯ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่  8-14 เมษายน ที่ผ่านมา พบว่า สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีให้พื้นที่สัดส่วนข่าวการชุมนุมแตกต่างกัน เฉลี่ยสูงสุดคือ สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย รองลงมาคือสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) ตามด้วยช่อง 9   ช่อง 3   ช่อง7 และช่อง 5

ขณะที่คุณภาพเนื้อหาข่าวพบว่า สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุม ใน 2 ระดับ คือ  เป็นข่าวหลักที่มีความสำคัญของวันนั้น ซึ่งพบว่า ทุกสถานีนำเสนอข่าวชุมนุมในทุกช่วงของรายการข่าวตามผังปกติ ในลักษณะเกาะติด เพื่อทันสถานการณ์ความคืบหน้าเป็นระยะ และรายการพิเศษเกาะติดสถานการณ์ชุมนุม  ซึ่งมีเพียง 2 สถานีคือ สทท. และทีวีไทย

ด้านประเด็นข่าว พบว่า โดยภาพรวมทุกสถานีรายงานข่าวการชุมนุมในลักษณะเป็นข่าวเหตุการณ์ รายงานบรรยากาศ สถานการณ์ความคืบหน้าของการชุมนุม ตามเหตุการณ์รายวัน ในเวลาสั้นๆ  ขาดการรายงานข่าวเชิงลึก  ข่าวเชิงวิเคราะห์  ข่าวเชิงตีความ การรายงานใช้ผู้สื่อข่าวประจำตามจุดสำคัญของการชุมนุม เน้นข่าวที่มีการใช้ความรุนแรง เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มผู้ชุมนุม  โดยเน้นรายงาน-สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเป็นหลัก ขาดผลกระทบทางการเมือง สังคม วัฒนธรรม

ด้านแหล่งข่าวของการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุม พบการใช้ข้อมูลจากตัวเหตุการณ์-บรรยากาศและสถานการณ์การชุมนุมเป็นหลัก โดยผู้สื่อข่าวจะรายงานบรรยากาศ สถานการณ์ ความคืบหน้า ณ จุดชุมนุมต่างๆ  มีแหล่งข่าวในลักษณะคู่ตรงกันข้าม 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นลักษณะการรายงาน “ท่าที-สถานการณ์ของแต่ละฝ่าย” ขณะที่นักวิชาการ ประชาชน นักประชาสังคม หรือผู้มีความคิดเห็นฝ่ายอื่นๆ ค่อนข้างปรากฏน้อย

ด้านความสมดุล และความเป็นธรรม ในมิติของเนื้อหา ช่วงแรกฝ่ายผู้ชุมนุมสามารถยึดครองพื้นที่ข่าวได้มากกว่า  แต่หลังจากการประกาศพรก. ฉุกเฉิน ฝ่ายรัฐบาลจะมีพื้นที่ประเด็นข่าวมากกว่า ขณะที่ภาพข่าวส่วนมากเป็นภาพเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. และความรุนแรงจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายคือรัฐและกลุ่มผู้ชุมนุม  ขณะที่ในมิติเสียงของแหล่งข่าวพบว่า ทุกช่องให้พื้นที่เสียงฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่าย นปช.

มีความสมดุลของข่าวในระดับ 2 ด้าน คือ ฝ่ายรัฐบาลและฝ่าย นปช. กลุ่มผู้ชุมนุม แต่ค่อนข้างขาดฝ่ายที่ 3 คือ ประชาชน นักวิชาการ ตัวแทนจากกลุ่มอาชีพอื่นๆ ยกเว้นช่องทีวีไทยที่ให้พื้นที่ฝ่ายที่ 3 สูงกว่าฝ่ายอื่น

ด้านความเป็นกลางและการตั้งคำถามของผู้สื่อข่าว พบว่านักข่าว/ผู้สื่อข่าวส่วนมากใช้ภาษาได้เป็นกลาง มีความระมัดระวังต่อการใช้คำพูดในการตั้งคำถามแก่แหล่งข่าว นอกจากนี้พบการเล่าข่าว ในบางรายการที่มีลักษณะสอดแทรกความคิดเห็นลงไปบ้าง

ต่อผลการศึกษาดังกล่าว รศ.ดร.พีระ จิรโสภณ นักวิชาการอิสระ อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว ว่า วิธีการทำข่าวแบบจับคู่ความขัดแย้งนั้นต้องพิจารณาให้ดี เพราะปัญหาความขัดแย้งของสังคมไม่เหมือนเรื่องบนเวทีมวยที่มีเพียงฝ่ายแดง และน้ำเงินเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ขณะเดียวกันก็ตั้งข้อสังเกตว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมานอกจากเสียงของฝ่ายที่สามมีน้อยแล้ว ในจำนวนที่มีอยู่ยังเป็นนักวิชาการจากส่วนกลางเท่านั้น

“เหตุการณ์ที่ผ่านมาพบว่า เสียงของนักวิชาการในส่วนภูมิภาคหายไป รายงานข่าวกลายเป็นเรื่องรัฐใช้ความรุนแรงหรือไม่ ทหารใช้กระสุนจริงหรือปลอม ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สื่อต้องเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าว และต้องรายงานข่าวไปตามข้อเท็จจริง รอบด้าน ไม่ปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด” รศ.ดร.พีระ กล่าว

นายธีระพล อันมัย สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าว ว่า สื่อทำหน้าที่เพียงแค่รายงานข่าวไม่ต่างจากอาชญากรรม สื่อสนใจเพียงแค่เหตุการณ์ความรุนแรง แต่ไม่ได้บอกสังคมว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมคนเสื้อแดงจึงมาชุมนุม ในขณะที่ผู้ชุมนุมจำนวนมากอยู่ในความสงบ แต่มีกลุ่มหนึ่งออกมาสร้างความวุ่นวาย สื่อเลือกที่จะโฟกัสเฉพาะภาพความรุนแรงเท่านั้น เสียงที่หายไปคืออะไร ภาพที่หายไปคืออะไร เป็นคำถามที่ต้องตอบให้ได้ คนอีสานดูข่าวแล้วรู้สึกแย่เพราะเขาถูกนำเสนอด้วยตัวแทนของภาพความรุนแรง ทั้งที่คนจำนวนมากมาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

“สื่อลืมเหตุการณ์พฤษภาฯ ทมิฬที่ตัวเองยืนอยู่ข้างประชาชนแล้วรายงานสิ่งที่รัฐ หรือทหารทำกับประชาชน แต่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสื่อเลือกที่จะไปยืนอยู่ฝ่ายทหารแล้วหันมุมกล้อง ไปในทิศทางเดียวกันกับกระบอกปืน

กรณีที่สื่อบอกว่า กลุ่มเสื้อแดงไม่รับรองความปลอดภัยจึงออกจากที่ชุมนุมแล้วรายงานเรื่องราว ของเสื้อแดงน้อยลงนั้น ต้องถามกลับไปว่า ในเมื่อสื่อทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาแล้วยังต้องกลัวอะไร คุณกลัวชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ แล้วเลือกไปยืนอยู่ข้างหลังทหารเพราะเชื่อว่าปลอดภัยหรือ นั่นแสดงว่าคุณเชื่อว่าอยู่กับชาวบ้านไม่ปลอดภัยตั้งแต่แรก สื่อเลือกโฟกัสไปที่ความรุนแรง แต่ไม่ได้โฟกัสไปที่หัวใจของคนอีกจำนวนมากที่มาด้วยเจตนาบริสุทธิ์” นายธีระพล กล่าว

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพื้นที่ข่าวของ นปช. และรัฐบาลว่า ช่วงก่อนเหตุการณ์รุนแรงนั้น พื้นที่ข่าวของ นปช. มากกว่า แต่หลังจากประกาศ พรก.ฉุกเฉิน รัฐบาลสามารถชิงพื้นที่ข่าวในโทรทัศน์ได้มากกว่า ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวแม้ไม่พบข้อมูลว่าเกิดจากการแทรกของรัฐ โดยรัฐเพียงแต่บอกว่าขอความร่วมมือ แต่จากประสบการณ์ของคนที่เป็นผู้บริหารโทรทัศน์นั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มักจะมีความระมัดระวังในการรายงานข่าวเป็นพิเศษ

“การรายงานข่าวของสื่อนั้น หากพิจารณาแล้วพบว่าเรื่องใดเป็นความจริงหรือมีข้อมูลที่น่าสนใจ ก็มีโอกาสที่จะรายงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากกว่าอยู่แล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญคือ ตัวผู้ชุมนุมเองที่ออกมาประกาศว่า ไม่รับรองความปลอดภัยกับสื่อมวลชน ก็เลยทำให้สื่อมวลชนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ แม้ในช่วงหลังจะมีแกนนำ นปช. ขอให้สมาคมนักข่าวฯ ส่งผู้สื่อข่าวลงไปในพื้นที่ชุมนุม  แต่ในเวลานั้นสื่อไม่มีใครกล้าเข้าไปแล้ว”

สำหรับกรณีการนำเสนอภาพความรุนแรงนั้น นายประสงค์ กล่าวว่า เป็นธรรมชาติของสื่อที่ต้องนำเสนอภาพเหตุการณ์รุนแรง ความขัดแย้ง เพราะคนชอบดูสิ่งเหล่านี้ ซึ่งอธิบายได้ด้วยทฤษฎีจิตวิทยามวลชน แต่การรายงานข่าวต้องอธิบายที่มาที่ไป หรือส่วนลึกของเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างไร

ส่วนกรณีการรายงานข่าวโดยจับคู่ความขัดแย้งนั้น นายประสงค์ กล่าว ว่า สาเหตุที่ไม่ปรากฏส่วนของนักวิชาการ หรือบุคคลที่สามในการรายงานข่าวนั้น เนื่องจากสื่อไม่ได้มีนักวิชาการให้เลือกมากนัก เพราะนักวิชาการหลายท่านต่างมีความคิดทางการเมืองเป็นของตัวเอง และตนรู้สึกว่านักวิชาการเหล่านั้นเอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง การสัมภาษณ์บุคคลที่ไม่ได้มีความเป็นกลาง รวมถึงประชาชนที่ไม่ได้มีบทบาทในสถานการณ์จึงไม่เกิดประโยชน์มากนัก

นายประสงค์ กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ดังกล่าวสื่อโทรทัศน์ตอบสนองช้าไปในเรื่องของการรายงานเหตุการณ์ รุนแรง และไม่ได้ให้พื้นที่มากพอ ซึ่งเข้าใจได้ว่าการปรับผังรายการเพื่อเกาะติดสถานการณ์นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของกอง บก.ข่าว เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของเจ้าของสถานีโทรทัศน์ ฝ่ายรายการ ที่จะมาตัดสินใจร่วมกัน อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นวันหยุดยาว และคาดว่าเหตุการณ์จะสงบแล้ว ทำให้นักข่าวหรือบุคลากรด้านสื่อหายไปกว่าครึ่ง การรายงานข่าวเกาะติดสถานการณ์จึงยังไม่ดีพอ สังเกตได้จากนักข่าวยังตื่นเต้นขณะรายงานข่าว

“นักข่าวต้องหัดตั้งคำถาม ไม่ใช่ปล่อยให้แหล่งข่าวพูดอะไรก็ได้ สื่อต้องทำหน้าที่นายประตูข่าวสาร ไม่ใช่นายไปรษณีย์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลอะไรมาแล้วก็เสนอออกมา ขณะเดียวกันประชาชนต้องดูข่าวด้วยความระมัดระวัง ใช้วิจารณญาณของตัวเอง และรับชมข่าวให้หลากหลายมากขึ้น” นายประสงค์ กล่าว


คลิกอ่านบทคัดย่อ หรือ รายงานฉบับย่อ

คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ
คลิกเพื่อชมรูปภาพ

feed0 Comments

Write comment
 
 
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

Polls

ผู้เข้าชมเว็บไซต์ทำงานด้านใด
 

Who's Online

ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์